เงินกู้เอดีบี : ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย และคนจน
มาตรการสำคัญที่คาดว่าจะสร้างผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและโครงสร้างการจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างรุนแรง ได้แก่
- มาตรการเก็บค่าน้ำเกษตรกร จากแนวทางกฎหมายทรัพยากรน้ำ และการจัดการน้ำ
- มาตรการด้านการปฏิรูปการถือครองที่ดิน และการจัดการ
- มาตรการสนับสนุนเกษตรพาณิชย์เพื่อการส่งออก และปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันทางการค้าด้านการเกษตร
เงินกู้จากเอดีบี และกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล (Overseas Economic Cooperatipn Fund -OECF) จำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือจะมีการออก พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ หรือ "การเก็บค่าน้ำเกษตรกร"
จากร่าง พรบ.น้ำ ที่อาศัยการจัดการแนวทางเดียวกับป่า และที่ดิน ซึ่งให้อำนาจรัฐควบคุมน้ำอย่างเบ็ดเสร็จ และสนับสนุนสิทธิปัจเจกในการจัดการน้ำ โดยยกระดับให้น้ำมีสถานะเป็นสินค้ามากขึ้น น้ำกลายเป็น "ทรัพยากร" หรือปัจจัยการผลิตเชิงการค้าและอุตสาหกรรมในสายตาของรัฐและธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับวัฒนธรรมในสังคมไทย ที่น้ำเป็นของสาธารณะ เป็นทรัพยากรร่วม
ที่ผ่านมาความต้องการใช้น้ำของเมือง ธุรกิจ อุตสาหกรรม และเกษตรพาณิชย์ในภาคกลางที่ขยายตัวมากเกินกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ ได้ก่อให้เกิดวิกฤตแย่งชิงน้ำรุนแรงมาก ยิ่งเมื่อรัฐใช้ระบบรวมศูนย์อำนาจจากกรรมสิทธิ์ของรัฐ และให้สิทธิปัจเจกเพื่อการพาณิชย์ การแย่งชิงน้ำระหว่างประชาชน รัฐ และเอกชนจะชัดเจน และรุนแรงขึ้น กฎหมายถูกที่ใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มอำนาจรัฐให้ประชาชนมีหน้าที่ ขณะที่ภาคเอกชนได้อาศัยการสนับสนุนจากรัฐในฐานะ "ผู้จ่ายค่าน้ำ" เข้าแย่งชิงเบียดบังทรัพยากรน้ำจากชุมชนได้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเกษตรกรรายย่อยที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว ก็ต้องประสบภาวะยากลำบากหนักขึ้นไปอีกจากต้นทุนค่าน้ำที่เพิ่มเข้ามา
มาตรการการเร่งรัดออก สปก. โดยละเลยการให้มีนโยบายการกระจายการถือครองที่ดิน การปฏิรูปการใช้ที่ดิน การออก พรบ.ป่าชุมชน และการใช้มาตรการทางภาษีอื่น ๆ ก็จะนำไปสู่ปัญหาเกษตรกรไม่สามารถรักษาที่ดินไว้ได้ มาตรการสปก.ประการเดียวจึงเป็นการเร่งให้ที่ดินหลุดจากมือเกษตรกรมากขึ้น
มาตราการของเอดีบี นี้ เมื่อรวมกับข้อตกลงทางการเกษตร และเงื่อนไขของธนาคารโลกแล้ว เกษตรกรรายย่อยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง คือ
- การเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรจากต่างประเทศเข้ามาอย่างเต็มที่ จะสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรรายย่อยของไทย เพราะสินค้าเกษตรหลายประเภท เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะพร้าว กาแฟ และอื่น ๆ จากประเทศผู้ส่งออกสำคัญ หรือแม้แต่ประเทศอื่น ๆ ที่มีราคาถูกกว่าจะเข้ามาตีตลาด หรือแม้แต่ข้าวก็จะถูกตีตลาด เพราะต้นทุนการผลิตข้าวในประเทศอื่นที่ต่ำกว่า ด้วยเทคโนโลยีเหนือกว่า จะเข้ามาแทน นอกจากนี้ผลิตผลทางการเกษตรอื่น ๆ แม้จะผลิตเพื่อขายภายในประเทศก็อาจได้รับผลกระทบจากการที่สินค้าเกษตรราคาถูกจากต่างประเทศมาตีตลาด ทำให้ราคาต่ำลง ดังนั้นการเปิดเสรีทำให้เกษตรกรรายย่อยประสบปัญหาไม่สามารถแข่งขันได้จนต้องล้มละลายสูญพันธุ์ไปในที่สุด
- การส่งเสริมการผลิตพืชเพื่อส่งออก โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ส่งเสริมการผลิต แปรรูป ส่งออก เกษตรกรจะถูกผลักดันเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา ขึ้นต่อบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรปลูกพืชตามโควต้า ขณะที่เกษตรกรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ได้ปลูกตามโควต้าจะถูกบังคับให้ขายผลผลิตแบบคละเกรดในราคาต่ำ หรือไม่ได้รับการสนับสนุน แม้การเปิดเสรีสินค้าเกษตรจะดูสร้างโอกาสให้ประเทศไทยขยายตลาดด้านการเกษตรมากขึ้น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกแก่บริษัทอุตสาหกรรมเกษตร ผู้ประกอบการ พ่อค้าส่งออก มิได้ตกถึงเกษตรกรรายย่อย
- เกษตรกรต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิต ปุ๋ย ยาและเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมากขึ้น เพราะเป็นทำการเกษตรขนาดใหญ่ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับบรรษัทข้ามชาติ
- เกษตรกรมีหนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะไม่อาจพึ่งตนเองได้ในการผลิต ต้องลงทุนสูงขึ้น เพราะต้องจ่ายแม้กระทั่งค่าน้ำ ราคาสินค้าพืชผลต้องผูกกับราคาตลาดโลก อีกทั้งรัฐบาลก็ลดการช่วยเหลือลงด้วย ตามเงื่อนไขการค้าเสรี
- มีแนวโน้มสูญเสียที่ดินทำกินมากขึ้น เนื่องจากการเร่งออกกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่มิได้มีมาตรการสนับสนุนใด ๆ รองรับ เมื่อชาวบ้านเป็นหนี้สิน ที่ดินก็หลุดมือง่ายมากขึ้น
- ที่ดินเสื่อมโทรม เพราะการทำการเกษตรแผนใหม่ จะต้องมีการใช้ปุ๋ย ยาเป็นปริมาณมาก จะทำให้ดินเสื่อมสภาพ เมื่อต้องเร่งปลูกพืชเพื่อขายอีกโดยไม่มีการฟื้นฟูสภาพ ดินก็ยิ่งมีสภาพแย่ลงเรื่อย ๆ
- พึ่งตัวเองไม่ได้ในด้านอาหาร เพราะระบบการเกษตรเพื่อการค้า จะทำให้ทรัพยากรดิน น้ำ ป่าวิกฤติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออาหารจากธรรมชาติที่เกษตรกรเคยเก็บหามาได้ ขณะเดียวกันพืชเศรษฐกิจก็จะทำลายเมล็ดพันธุ์ข้าวและอาหารหลากหลายชนิดในไร่นาไปอีก
- มีแนวโน้มว่าชาวนาชาวไร่ในประเทศไทยอีกเป็นจำนวนมากที่ยังมีระบบการผลิตแบบพออยู่พอกิน และยังไม่เข้าสู่ระบบ "ตลาด" เฉพาะอย่างยิ่งคนป่าคนดอยเขตเกษตรที่สูง จนถึงชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็ก จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปเป็นการทำการเกษตรขนาดใหญ่ เป้าหมายคือการผลิตเพื่อการค้าและการส่งออก
เป้าหมายของเอดีบีที่บอกว่าจะลดทอนความยากจนในภาคเกษตรกรรม ก็ยิ่งทำให้คนจนยิ่งจนลง คนรวยยิ่งรวยขึ้น และยังเป็นการเหยียบย่ำภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้หมดหนทางยิ่งขึ้นไปอีกด้วย
นอกจากโครงการ และมาตรการต่าง ๆ ภายใต้ โครงการช่วยเหลือประเทศ หรือ CAP เอดีบียังได้ดำเนินโครงการลดทอนความยากจน และการจัดการทางด้านสิ่งแวดล้อมในเขตต้นน้ำไกลปืนเที่ยง โครงการได้รับการสนับสนุนในปี 2541 โครงการดำเนินการในประเทศพม่า จีน ลาว กัมพูชา เวียดนาม และประเทศไทยในเขตดอยวาวี ลุ่มน้ำกกด้วย ได้มีการวิเคราะห์สาเหตุปัญหามีพื้นฐานความเชื่อว่า "ความยากจนของชุมชนในชนบท เป็นสาเหตุหลักของการทำลายสิ่งแวดล้อมในเขตต้นน้ำของภูมิภาคน้ำโขง" โดยมองว่าวิถีชีวิต การทำการเกษตรของชาวบ้านที่ทำมาแต่เดิม ที่ทำพออยู่พอกิน เก็บหาอาหารจากป่า พึ่งพิงทรัพยากรรอบ ๆ ตัวเป็นตัวการสำคัญของการทำลายพืนที่ต้นน้ำ
วิธีการแก้ไขปัญหาก็คือ การให้ชาวบ้านเข้าไปทำงานในเมือง เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม หรือการทำการเกษตรแบบถาวรและเข้มข้นขึ้น ทำการปลูกป่า และควบคุมการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร
โครงการนี้ไม่เพียงแต่โยนข้อหา "ทำลายสิ่งแวดล้อม" ให้แก่คนจนเท่านั้น แต่ยังเป็นการผลักดันชาวนาชาวไร่ให้ออกจากถิ่นฐานบ้านเกิดมากขึ้นไปอีกด้วย โดยใช้คำกล่าวอ้างในนาม "ผู้พัฒนา" ว่าเพื่อขจัดความยากจนให้ออกไปจากภูมิภาคนี้ และในอนาคตโครงการนี้อาจกลายเป็นต้นแบบจัดการทรัพยากรในเขตต้นน้ำที่น่าเป็นห่วงยิ่ง
ในพื้นที่ภาคเหนือ มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนยากจนต้องพึ่งพิงปา เก็บหาของป่าเพื่อยังชีพ ปลูกข้าว ทำไร่ ที่ผ่านมาชุมชนต้องสู้กับแนวความคิดการจัดการป่าของกรมป่าไม้อย่างหนักอยู่แล้วในการดำรงวิถีชีวิตอยู่บนพื้นที่สูง กรมป่าไม้ใช้กฎหมายเข้าไปจัดการกับชุมชน โดยการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับที่อยู่อาศัย ที่ทำกินของชุมชน ขณะนี้การสนับสนุนของเอดีบีจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งมีมากขึ้น และจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในเขตต้นน้ำมากยิ่งขึ้นด้วย
ระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมจะถูกแทนที่ด้วยระบบเกษตรถาวรเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ปุ๋ยและยาจะไหลลงสู่แม่น้ำ ชาวบ้านจะถูกไล่ออกจากบ้านของตนเองมากขึ้นเ การแย่งชิงทรัพยากรจากคนจนจะรุนแรงขึ้น การเข้ามาจัดการพื้นที่ต้นน้ำของเอดีบี จึงเท่ากับเป็นการปล่อยให้ทุนข้ามชาติเข้ามาทำลายพื้นที่ต้นน้ำ และแย่งชิงทรัพยากรไปจากคนท้องถิ่นได้อย่างชอบธรรมมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
เงินกู้ที่ประเทศไทยได้มา จึงไม่ใช่ความสำเร็จของรัฐบาลที่ไปเจรจาขอกู้มาได้ แต่เงินกู้ดังกล่าวจะสร้างผลกระทบระยะยาวต่อสังคมไทย เฉพาะอย่างยิ่งคนจน จากที่เคยทุกข์ยากอยู่แล้วก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก และยิ่งไม่มีหลักประกันใด ๆ ในชีวิตมากขึ้น เพราะรัฐบาลเองก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ แถมยังตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนผลประโยชน์ข้ามชาติไปเสียอีก ที่ร้ายไปกว่านี้ลูกหลานของคนจน ยังต้องชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้น พร้อมอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เฉพาะของเอดีบีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดเท่าที่เคยกู้มาคือสูงถึงร้อยละ 8 แล้ว จะเอาที่ไหนมาชดใช้ในเมื่อฐานชีวิตก็ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นแล้ว