จากซีแอตเติลถึง 11 กันยายน

คำกล่าวของ อาเลฮานโดร เบนดานญา แห่งขบวนการจูบิลี เซาธ์ และความริเริ่มนานาชาติ ว่าด้วยคอร์รัปชั่นและการปกครอง

26 พฤศจิกายน 2544 ณ เมืองซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา

แปลโดย ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)

 

การต่อสู้ที่ซีแอตเติลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กับเหตุการณ์ 11 กันยายน ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ 2 อย่างที่กำหนดจุดเปลี่ยนของยุคสมัย ถ้าดูความเป็นจริงว่าเหตุการณ์ทั้ง 2 นี้ห่างกันไม่ถึง 2 ปี แสดงว่ายุคที่ผ่านมานี้สั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ โลกาภิวัตน์คงไม่ได้เร่งให้ประวัติศาสตร์เดินหน้าอย่างเร็วปานนี้!

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเหตุการณ์ทั้งสองแสดงถึงจุดจบของยุคแห่งความบริสุทธิ์ มันอาจจะเป็นจุดจบของอะไรอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความบริสุทธิ์แน่นอน ความสำคัญของซีแอตเติลไม่ได้ลดน้อยลงเมื่อเกิด 11 กันยายนขึ้น ความสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างเดียวที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งสอง คือ การที่วงการผู้นำภาครัฐบาลและภาคธุรกิจหาประโยชน์จากโศกนาฏกรรม 11 กันยายน เพื่อที่จะพยายามนำพาโลกกลับสู่ยุคก่อนซีแอตเติลให้ได้

ไม่มีทาง ซีแอตเติลแสดงถึงจุดจบของจุดจบของประวัติศาสตร์ การประท้วงของมหาชนในท้องถนน และการปิดการประชุม WTO ได้สร้างรอยร้าวอันมหึมาขึ้นในโครงสร้างของโลกาภิวัตน์แนวเสรีนิยมใหม่ ภายใต้การชักนำของบรรษัท ถึงโครงสร้างนี้จะไม่ได้ล้มครืนลงเหมือนกับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แต่ความชอบธรรมของมันถูกบั่นทอนลงในระดับฐานราก ความชอบธรรมที่ว่านี้คือมายาคติที่ว่า กระแสโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หยุดยั้งไม่ได้ และทวนกลับไม่ได้ ยิ่งมากคนเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่นอีกต่อไป โอกาสจะยิ่งน้อยลงที่จะต้านทานมันอย่างได้ผล รัฐบาลและบรรษัทของประเทศร่ำรวยพยายามรักษามายาคตินี้มาตลอด ผ่านทางสถาบันระดับโลก คือ องค์การการค้าโลกแห่งสถาบันแห่งเบรตตันวูดส์ เพื่อที่จะไม่ให้ใครคิดท้าทายลัทธิทุนนิยมแบบตลาด คำว่าโลกาภิวัตน์เองก็สื่อความหมายว่า การต่อต้านระบบนี้ในระดับชาติและนานาชาติเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะทำ

ซีแอตเติลบ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ด้านบวก แน่นอน ในซีกโลกใต้มีเหตุการณ์เช่นเดียวกับซีแอตเติลเกิดขึ้นหลายแห่ง จากอินโดนีเซียถึงอาฟริกาใต้ และบราซิล และในซีกโลกเหนือก็มีการประท้วงการครอบงำโลกของบรรษัทธุรกิจ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม แต่เหตุการณ์ที่ซีแอตเติลแตกต่างจากที่อื่นอยู่บางประการ

ประการแรก เพราะเป็นการต่อกรกับ WTO ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นจุดเริ่มของการเคลื่อนไหวที่เรียกกันว่าขบวนการต้านโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีกโลกเหนือ ซึ่งมีการประท้วงในถนนต่อเนื่องที่ วอชิงตัน เคเบค ปราก และเจนัว และที่อื่น ๆ

ประการที่สอง การประท้วงเกิดขึ้นควบคู่กับการประชุมของชนชั้นผู้นำทางเศรษฐกิจ เป็นการรุกล้ำแดนที่ประชุม ถนนหนทาง และสื่อมวลชนของพวกเขา และที่ร้ายที่สุด คือเป็นการกระทำการโดยลูกหลานของพวกเขานั่นเอง

ประการที่สาม ซีแอตเติลเป็นตัวกระตุ้นเพิ่มพลังให้กับขบวนการต่อต้านในโลกที่สาม ก่อนหน้าซีแอตเติล พวกเราหลายคนตั้งข้อสังเกตด้วยความเศร้าใจ และความกังวลว่า การวิพากษ์ท้าทายโลกาภิวัตน์แนวเสรีนิยมใหม่ จำกัดอยู่เพียงในหมู่ของนักวิจัย นักเคลื่อนไหว และเอ็นจีโอ ภาพการต่อต้านโลกาภิวัตน์ และต้านทุนนิยมด้วยซ้ำ ที่สื่อออกมาถึงทั่วโลกจากท้องถนนเมืองซีแอตเติล เรียกขวัญและกำลังใจคืนกลับมาสู่ขบวนการเคลื่อนไหวในอาฟริกา เอเชีย และละตินอเมริกา พร้อมกับความรู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว และรู้สึกว่าต้องเชื่อมโยง และเข้าร่วมปฏิบัติการในซีกโลกเหนือ พร้อมกับเร่งความพยายามภายในประเทศของเราเอง ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางสังคมได้พลิกหน้าใหม่ และเริ่มเป็นปฏิบัติการระดับโลกยิ่งขึ้นทุกขณะ ประชาชนที่ไร้ซึ่งประวัติศาสตร์แง่บวก เป็นเสมือนรถที่ไม่มีเครื่องยนต์ สตีเฟน บีโค กล่าวไว้ หลังจากเว้นว่างไปช่วงหนึ่งหลังสงครามเย็นจบลง รถของเรากำลังเริ่มเคลื่อนอีกครั้งหนึ่ง

ประการที่สี่ เมื่อซีแอตเติลครั้งต่อ ๆ ไป เกิดขึ้น โดยต่างมีลักษณะเฉพาะและน่าทึ่งด้วยพลวัตระดับท้องถิ่น และระดับภูมิภาคผสมกัน วิกฤตความชอบธรรมก็เริ่มเข้าที่และหยั่งลึกลง ชนชั้นสูงไม่สามารถปฏิเสธไม่รับฟังเสียงวิพากษ์ได้อีกต่อไป แม้แต่สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และนักพยากรณ์ธุรกิจ ได้เริ่มยอมรับแล้วว่าโลกาภิวัตน์มีข้อบกพร่องหลายประการ

ฝ่ายสนับสนุนโลกาภิวัตน์ประสบความล้มเหลวในการดำเนินยุทธศาตร์หลังสงครามเย็น คือการชักจูงให้ประชาชนทั่วโลกเชื่อว่า การสิ้นสุดของสงครามเย็นคือจุดจบของประวัติศาสตร์ โดยที่ลัทธิทุนนิยมเป็นฝ่ายได้ชัยชนะเหนือศัตรูทั้งในอดีตและในอนาคต ขบวนการต้านโลกาภิวัตน์ในถนนได้รวมตัวกัน เพื่อประท้วงและยืนหยัดต้านทานพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของจักรวรรดิทุน

การก่อการร้าย และการต่อสู้ครั้งต่อไป

ถ้าซีแอตเติลบ่งบอกถึงจุดจบของประวัติศาสตร์ 11 กันยา บ่งถึงจุดจบของยุคสมัยหลังสงครามเย็นที่ประเทศตะวันตกเฉลิมฉลองชัยชนะ และครั้งนี้เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของคนที่เสมือนมาจากยุคก่อนประวัติศาตร์ หลายคนกลัวว่าขบวนการต้านโลกาภิวัตน์จะถูกรวมอยู่ในรายการของผู้บาดเจ็บล้มตายจากกระแสตอบโต้การโจมตีกรุงนิวยอร์คและวอชิงตันแบบทารุณแต่ขี้ขลาดที่เกิดขึ้น ความกริ้วโกรธาของสหรัฐฯ จะมุ่งเน้นเฉพาะบิน ลาเดน หรือจะเลยไปไปถึงซัดดัม ฮุสเซน เพื่อที่จะสนองตอบกลุ่มกระหายเลือดซัดดัมในกรุงวอชิงตัน และในที่สุดก็ขยายไปถึงกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับโลกาภิวัตน์หรือไม่ ไหน ๆ ก็ได้เคลื่อนกำลังพลแล้ว

หนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทมส์รายงานอย่างเมิน ๆ ว่า มีการพูดถึงจักรวรรดิอเมริกันใหม่ในโลกที่กำลังเปิดโอกาสอย่างดีให้มหาอำนาจสามารถใช้ประโยชน์จากชัยชนะในอาฟกานิสถานเพื่อรวมพลังโลกต่อต้านการคุกคามรูปแบบอื่น บังคับให้ทุกประเทศขีดเส้นต่อสู้กับการก่อการร้าย และคิดหาหลักการใหม่ที่ทุกประเทศจะร่วมมือกันได้

การตอบโต้ของวอชิงตันต่อ 11 กันยา ได้เตือนทุกคนว่า นอกเหนือจากเครื่องมือทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมแล้ว จักรวรรดินี้ยังสามารถใช้วิธีการหน่วงเหนี่ยวยับยั้งที่มีลักษณะรุนแรงอีกด้วย ผู้คนที่วิพากษ์โลกาภิวัตน์ภายใต้การครอบงำของบรรษัทธุรกิจและชักนำโดยสหรัฐอเมริกา ล้วนถูกประนามและถูกปิดปากด้วยข้อกล่าวหาว่า ไม่จงรักภักดี และไม่สมานฉันท์กับสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น ผู้วิพากษ์ที่อื่นทั่วโลกก็โดนด้วย เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมารุกตอบโต้การก่อการร้าย ไม่ใช่เฉพาะด้วยลูกระเบิดอย่างเดียว แต่ด้วยการด่าทอผู้คนที่วิพากษ์โลกาภิวัตน์ ในขณะเดียวกันก็ผลักดันระเบียบวาระตลาดเสรีของตนอย่างกระเหี้ยนกระหือรือมากยิ่งขึ้น วอลเดน เบลโล ตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ควันยังพวยพลุ่งออกจากซากตึกฝาแฝด รัฐมนตรีการค้าของสหรัฐฯออกมาประกาศว่า การเดินหน้าเปิดเสรีเป็นวิธีหนึ่งที่จะต่อสู้กับการก่อการร้าย

คงไม่มีใครอ่อนหัดพอที่จะเชื่อว่าชนชั้นนำทางธุรกิจจะปล่อยให้โอกาสงามอย่างนี้ผ่านไปโดยไม่ออกมารุกคืบเชิงอุดมการณ์และทางการเมือง 11 กันยายน ได้เปิดศักราชใหม่ให้บรรษัทธุรกิจคิดใหม่ และวางยุทธศาสตร์ใหม่ในการต่อสู้เพื่อชูธงโลกาภิวัตน์ และขบวนการต้านโลกาภิวัตน์ก็ถึงคราวที่จะต้องเผชิญกับการท้าทายและนัยยะใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะรวมถึงการแทรกแซงในระดับนานาชาติ และการปราบปรามภายในแต่ละประเทศ แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ถ้าชนชั้นสูงลุกขึ้นมาก่อสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ก็จะต้องปรับยุทธศาสตร์ของตน และปรับงานให้การศึกษาและงานเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องด้วย

สายงานสามสายได้แก่ งานวิจัย งานเสนอข้อโต้แย้ง และงานปะทะสังสรรค์ ต้องพัฒนาต่อและทำให้คมชัดยิ่งขึ้น โดยเน้นความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่าง:ลัทธิสุดขั้ว กับนโยบายเศรษฐกิจแนวเสรีนิยมใหม่ โลกาภิวัตน์ภายใต้การครอบงำของบรรษัทธุรกิจ รวมทั้งการแปรรูปกิจการของรัฐเป็นธุรกิจเอกชน และการเปิดเสรี เป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดลัทธิสุดขั้ว และความขัดแย้ง เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจชาติตามแนวเสรีนิยมใหม่ที่ผลักดันโดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และองค์การการค้าโลก ก่อให้เกิดการกระจายทรัพยากรที่ไม่ยุติธรรม ไม่เท่าเทียม และไม่เป็นประชาธิปไตย การกีดกันและการริดรอนพลังของชนชั้นล่าง เป็นบ่อเกิดของการปะทะกัน ไม่ว่าจะในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านวัฒนธรรมหรือด้านอื่น ๆ

ความยากจนที่เป็นผลจากนโยบายของวอชิงตัน กับความขัดแย้ง ความยากจนดักดานที่เพิ่มขึ้นในประเทศในเอเชียใต้และเอเชียกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปากีสถาน มีความสัมพันธ์กับการลดการอุดหนุนจากรัฐในการพัฒนาสังคม ในขณะที่งบประมาณจำนวนมากใช้ไปเพื่อการชำระหนี้ ความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่เป็นผลจากการปรับโครงสร้าง และการชำระหนี้ นำไปสู่ความอยุติธรรม การริดรอนสิทธิอำนาจ และการลุกฮือทางการเมืองหรืออุดมการณ์

เศรษฐกิจสงคราม กับการทหาร การใช้จ่ายงบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน ย่อมจะส่งผลกระทบต่องบประมาณด้านบริการทางสังคม การที่วาระด้านความมั่นคงกำลังเร่งผสมผสานกลมกลืนกับผลประโยชน์ของบรรษัทธุรกิจ หมายความว่า การกระจุกตัวของรายได้และอำนาจจะมีมากขึ้น รวมทั้งความพยายามเข้ากุมแหล่งทรัพยากร น้ำมัน และแร่ธาตุ ความมั่นคงภายในและภายนอกประเทศจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดนโยบายการเมือง และการสร้างเสถียรภาพของเศรษฐกิจชาติและเศรษฐกิจโลก

การก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ กับความตาย เราต้องไม่ลืมความจริงที่ว่าความยากจนและโรคภัยไข้เจ็บ ได้พร่าชีวิตคนอยู่ทุกวันเป็นจำนวนมากกว่าคนที่ตายจากการก่อการร้ายโดยตรง

ความมั่งคั่งที่สุดขั้ว อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาสุดขั้ว

ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ทั่วโลกจำเป็นต้องปรับกลยุทธเพื่อที่จะรับมือกับปฏิรูปการทางการทหาร และสงครามที่สืบเนื่องจาก 11 กันยายน หลังจากความรุนแรงของการปราบปรามโดยตำรวจที่ซีแอตเติล เราได้คุยกันและตกลงกันแล้วว่า เราจะใช้ยุทธศาสตร์อหิงสา และการดื้อแพ่งเป็นหลัก 11 กันยายน ได้กระตุ้นให้ขบวนการสันติภาพกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาใหม่ แม้ว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในยุโรปมากกว่าในสหรัฐฯ ในขณะที่เราต่อต้าน เราก็ค้นพบทางเลือกที่รอบด้านมากขึ้น เพราะทางเลือกถือกำเนิดขึ้นจากการปะทะสังสรรค์ภายในประเทศ และข้ามประเทศ