บทวิเคราะห์
และข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย
สนธิสัญญาระหว่างประเทศ
ว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืช
เพื่ออาหารและเกษตรกรรม
(ITPGR: International treaty on
Plant Genetic Resource for Food and Agriculture)
ความเป็นมาและเบื้องหลัง
- 1960s - 1970s
ประเทศในยุโรปส่วนใหญ่นำเอากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช
(PVP)
เข้ามาใช้เพื่อคุ้มครองบริษัทเมล็ดพันธุ์
และนักปรับปรุงพันธุ์พืช
- กลาง 1970s
ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องสิทธิและ
ความเป็นเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรม
เช่น
- รัฐบาลเอธิโอเปียประกาศห้ามการนำเชื้อ
พันธุ์กาแฟออกนอกประเทศเมื่อปี
1977
- คำประกาศของประชาคมนักวิทยาศาสตร์
แอฟริกัน AAASA
เมื่อปี 1978
- ท่าทีของรัฐบาลอินโดนีเซียเมื่อปี
1978
Law of the seed, 1983
- ต้น 1980s
ประเทศกำลังพัฒนาวิพากษ์วิจารณ์บทบาท
ของ IBPGR และ
การจัดตั้งธนาคารเชื้อพันธุ์
127 แห่ง ทั่วโลกว่าเป็นการเคลื่อนย้ายพันธุกรรมอย่างไม่เท่าเทียม
ทั้งนี้เนื่องจาก
- 63.8 %
อยู่ในประเทศอุตสาหกรรม
- 13.4 %
อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา
- 22.8 %
อยู่ในสถาบันวิจัยการเกษตร
(IARCs)
- ปี 1981
ประเทศโลกที่สามได้เสนอต่อการประชุมของ
FAO ครั้งที่ 21
ให้ดำเนินการจัดประชุมเพื่อกำหนด
กติกาเรื่องทรัพยากรพันธุกรรมเป็นครั้งแรก
Law of the seed, 1983
- 1983
มติของที่ประชุมใหญ่
FAO ที่ 8/83 ได้ตกลงให้ มี
สัตยาบันระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืช
(IUPGR)
โดยถือว่าทรัพยากรพันธุกรรมเป็น
มรดกร่วมกันของมวลมนุษยชาติ
- 1989 เพิ่มหลักการ
สิทธิเกษตรกร และ
ขยายความว่า การเข้าถึงโดยเสรี
ไม่ได้หมายความถึง การเข้าถึงโดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน
- 1994 FAO
เข้าไปดูแลกรอบกติกาเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนพันธุกรรม(MTA)ของ
IARCs
สารัตถะของสนธิสัญญา
หัวใจสำคัญของสนธิสัญญาคือการสร้างระบบการแลกเปลี่ยนทรัพยากรพันธุกรรมเพื่อเป็นหลักประกันว่าการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืช
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ระบบของ
CGIAR/IARCs จะดำเนินต่อไปได้
โดยจัดความสัมพันธ์และถ่วงดุลย์ของสิทธิและบทบาทของ
- สถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศ
(IARCs)
ภายใต้การบริหารของ
CGIAR
- ธุรกิจเมล็ดพันธุ์
และอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
(Life Science Industry)
- เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น
ภูมิหลังของ CGIAR/IARCs
- สถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศส่วนใหญ่ตั้งขึ้น
ในยุคสงครามเย็น
โดยเหตุผลทางเศรษฐกิจและการ
เมือง
- ทิศทางการดำเนินการของสถาบันฯทั้ง
16 แห่ง อยู่ภาย
ใต้การดูแลของคณะที่ปรึกษาการวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศ(CGIAR)
ซึ่งถูกผลักดันให้เกิดขึ้นโดยธนาคารโลกเมื่อปี
1971
งบประมาณการวิจัยทั้งหมดรวมกัน
$ 330 ล้าน/ปี
ทิศทางและการบริหารงานของสถาบันวิจัยการเกษตรระหว่างประเทศอยู่ภายใต้อิทธิพลของสังคมอุตสาหกรรม
- 14 คนจาก 16
คนของผู้อำนวยการมาจากประเทศอุตสาหกรรม
- 39
คนธนาคารเชื้อพันธุ์
1,308 แห่ง
- จำนวน 5,554,505
ตัวอย่างพันธุ์
เชื้อพันธุ์ในระบบของ
CGIAR 593,1919
ตัวอย่างพันธุ์จาก 45
คนของกรรมการ CGIAR/IARCs
และผู้อำนวยการมาจากประเทศอุตสาหกรรม
ข้อวิจารณ์ต่อบทบาทของIARCs
บทบาทสำคัญในการปรับปรุงพันธุ์ที่เน้นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่/พืชเชิงเดี่ยว/พึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก
แม้จะทำให้ผลผลิตพืชหลักเพิ่มขึ้น
แต่ฐานทรัพยากรเสื่อมโทรมลง
ส่งผลให้เกิด
- การสูญหายของพันธุกรรมพืช
- อาหารจากไร่นาลดลง
- ความยั่งยืนของระบบเกษตรกรรมระยะยาว
อนาคตของ IARCs
การสิ้นสุดของสงครามเย็น
การขยายตัวของการค้าโลก
และบทบาทของอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ(Life
Science Industry)
ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ทำให้ IARCs
มีสถานภาพที่ต้องเปลี่ยนแปลง
- การสนับสนุนเงินทุนที่ลดลง
- ทิศทางการวิจัยที่ให้ความสำคัญกับการค้ามากขึ้น
- มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบรรษัทขนาดใหญ่
- การควบคุมจาก FAO
และประชาคมโลก
ธุรกิจเมล็ดพันธุ์และอุตสาหกรรม
- ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพทำให้เกิดอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพซึ่งรวมอุตสาหกรรม
อาหาร ยา
เคมีการเกษตร
และเมล็ดพันธุ์เข้าด้วยกัน
เช่น โนวาร์ติส (Novartis)
- บริษัทเคมีการเกษตรอันดับ
1
- บริษัทเมล็ดพันธุ์ใหญ่อันดับ
2
- เป็นบริษัทยายักษ์ใหญ่อันดับ
3
- บริษัทเกี่ยวกับเคมีภัณฑ์ด้านสัตว์อันดับ
4
- รายได้ของบริษัท
59 % มาจากยา 27 %
จากด้านการเกษตร และ
14 %
จากอุตสาหกรรมอาหาร
- ธุรกิจเมล็ดพันธุ์และอุตสาหกรรมฯ
- ตลาดเมล็ดพันธุ์ถูกควบคุมโดยบรรษัทขนาดใหญ่
- ตลาดเมล็ดพันธุ์
GMOs ปี 1999
- Monsanto 80 %
- Aventis 7 %
- Syngenta 5 %
- BASF 5 %
- DuPont 3 %
Source: Wood Mackenzie
- ประเทศอุตสาหกรรมควบคุมสิทธิบัตรในเทคโนโลยีชีวภาพ
95 % ของโลก
- การผลักดันระบบกฎหมายสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต
- การเข้ามาแทนที่ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ของรัฐในประเทศกำลังพัฒนา
ชุมชนท้องถิ่นกับทรัพยากรพันธุกรรม
ความสำคัญของทรัพยากรพันธุกรรมต่อเกษตรกรและชุมชน
- ค้ำจุนระบบนิเวศ
- ฐานรากวัฒนธรรมของชุมชน
- แหล่งอาหารและการรักษาพยาบาล
เศรษฐกิจของชุมชน
เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นยังเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคํญในการรักษาความหลากหลายของทรัพยากรพันธุกรรมพืช
- ชุมชนปกากะญอ
ปลูกข้าว 20-30
สายพันธุ์ต่อชุม ชน
- เกษตรกรที่คีรีวงศ์ปลูกทุเรียนพื้นบ้าน
30-40 สาย พันธุ์ต่อสวน
อย่างไรก็ตามเกษตรกรและชุมชนเป็นจำนวนมากกำลังสูญเสียบทบาทในการอนุรักษ์
และพัฒนาพันธุ์พืชไปอย่างรวดเร็ว
สนธิสัญญาให้ความหมายของสิทธิเกษตรกรครอบคลุมถึงไว้ดังนี้
- การเก็บรักษาเมล็ดและส่วนขยายพันธุ์
(preamble)
- การใช้ประโยชนเมล็ดและส่วนขยายพันธุ์
(preamble)
- การแลกเปลี่ยนเมล็ดและส่วนขยายพันธุ์
(preamble)
- การขายเมล็ดและส่วนขยายพันธุ์
(preamble)
- การมีส่วนร่วมในการปรับปรุงพันธุ์
(6.2c)
- การคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
(9.2a)
- การแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้
(9.2b)
- การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในระดับชาติ(9.2c)
ข้อจำกัดของสิทธิเกษตรในสนธิสัญญา
การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อจำกัด
กล่าวคือ
- ต้องเป็นไปตามความเหมาะสม(6.2c,
9.2b, 9.3)
- เป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ
(9.2b)
- ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสิทธิและพันธกรณีในข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ
(preamble)
- เปิดช่องให้มีการอ้างสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจากทรัพยากรพันธุกรรมในระบบพหุภาคี(12.3d)
- การจัดการและการแบ่งปันประโยชน์ต้องทำในระบบพหุภาคี
ข้อดีบางประการ
- ทำให้เกิดกลไกระหว่างประเทศในการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแบ่งปันผลประโยชน์ในระดับระหว่างประเทศ
- ประชาคมระหว่างประเทศมีบทบาทมากขึ้นในการควบคุมการแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมในระบบของ
CGIAR
- นำเสนอหลักการซึ่งสนับสนุนให้เกิดการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเกษตรกรในประเทศโลกที่สามทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับชาติ