(บทความ)

เราจะตกต่ำถึงแค่ไหน? การคอร์รัปชั่นของบริษัทแนวจักรวรรดินิยม

การประชุมเอเชียว่าด้วยการคอร์รัปชั่นและธรรมาภิบาล

2 สิงหาคม 2545 เกซอนซิตี้ ประเทศฟิลิปปินส์

อาซิส เชาดรี้

Gatt Watchdog, New Zealand

ผมขอเริ่มต้นด้วยเรื่องตลกเรื่องหนึ่ง

คุณเคยได้ยินคำจำกัดความของบริษัทเอนรอนไหม?

เรื่องมีอยู่ว่า คุณมีวัวสองตัว คุณขายวัวสามตัวให้กับบริษัทจดทะเบียนของคุณโดยใช้หนังสือจากธนาคาร(Letter of Credit)ที่พี่เขยคุณเป็นคนดำเนินการเพื่อสั่งจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ จากนั้นก็ใช้การแลกเปลี่ยนหุ้นออกใหม่ของบริษัทกับพันธบัตร (debt/equity swap) พร้อมกับข้อเสนอที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นคุณก็จะได้วัวเป็นจำนวนสี่ตัวกลับคืนมา พร้อมกับได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับวัวจำนวนห้าตัว

สิทธิในการได้รับนมวัวจากวัวหกตัวถูกโอนผ่านนายหน้าไปให้กับบริษัทแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเกาะเคย์แมน บริษัทแห่งนี้ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของอย่างๆลับได้ขายสิทธิในการครอบครองวัวเจ็ดตัวคืนให้กับบริษัท จากรายงานผลประกอบการประจำปีของบริษัทปรากฎว่าบริษัทมีวัวแปดตัวพร้อมทั้งมีให้เลือกเพิ่มอีกหนึ่งตัว บริษัทขายวัวหนึ่งตัวให้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้คุณมีวัวอยู่เก้าตัวในตอนนี้ แต่ไม่มีงบดุลเผยแพร่ต่อสาธารณชนว่าคุณมีวัวกี่ตัว

ประชาชนคือคนที่จ่ายเงินซื้อวัวของคุณ!

เรื่องตลกอาจจบลงแค่นั้นถ้าหายนะด้านสิ่งแวดล้อมและมนุษยชาติที่อาณาจักรเอนรอนก่อขึ้นเป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น แต่นี่คือเรื่องจริง

เอนรอนก็เป็นหนึ่งในบริษัทเลวร้ายแห่งอื่นๆ เช่น บริษัทริโอ ตินโต้ (กรณีการใช้ประโยชน์จากเหมืองแร่แพนกูนา ในเกาะบูแกนวิลล์ ฟรีพอร์ตในเกาะปาปัวตะวันตก เหมืองแร่ยูเรเนียมจาบิลูกาในเขตที่อยู่อาศัยของชาวอบอริจินส์ในออสเตรเลีย และอื่นๆ อีก) บริษัทเชลล์ (กรณีการฆาตกรรมนายเคน ซาโร่ วิว่า และการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยโอโกนิเพื่อต่อต้านการขุดน้ำมันจากสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนเจอร์ ประเทศไนจีเรีย) บริษัทปลาซเซอร์ โดม (กับกรณีอุบัติเหตุสารพิษรั่วไหลจากเหมืองทองแดงในจังหวัดเมอแรงดุค ประเทศฟิลิปปินส์) บริษัทวิวองดี (ในเดือนกรกฎาคม 2544 นายอแลง มาเอทซ์ ผู้จัดการอาวุโสในแผนกจัดการน้ำของวิวองดีถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานติดสินบนประธานสภาเมืองมิลาน รวมทั้งเข้ายึดครองสาธารณูปโภคเรื่องน้ำในกว่า 100 ประเทศ) บริษัทเบคเทล (กับกรณีที่ประชาชนต่อสู้คัดค้านการแปรรูปน้ำในเมืองโคชาแบมบา ประเทศโบลิเวีย และเบคเทลกำลังใช้สนธิสัญญาการลงทุนร่วมทวิภาคี (bilateral investment treaty) เพื่อฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยจากรัฐบาลโบลิเวีย) บริษัทเจนเนอรัล อิเล็กทริกส์ (เป็นสปอนเซอร์ผู้ใจดีให้กับเรแกนและจอร์จบุชในการรณรงค์หาเสียงทางการเมือง และอดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัท นาย แจ็ค เวลช์ ที่เคยไล่พนักงานออกถึง 100,000 คนในช่วงปี 2524 – 2528 จนทำให้เขาได้รับฉายา “Neutron Jack”) และบริษัทอาเธอร์แอนเดอร์สันซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชีให้กับเอนรอนก็เป็นหนึ่งในผู้ให้ทุนกับองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล (Transparency International) ซึ่งองค์กรแห่งนี้เรียกตัวเองว่า “เป็นองค์กรเอกชนหรือเอ็นจีโอชั้นนำที่ต่อสู้กับการคอร์รัปชั่น” องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล (TI) เป็นสำนักงานเลขาธิการของสภาเพื่อการต่อต้านการคอร์รัปชั่นสากล (Secretariat of the International Anti-Corruption Conference Council)

มีความเหลื่อมล้ำที่นำมาพิจารณาในที่นี้ระหว่างผู้ให้ทุนองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล และสถานภาพการเป็นสมาชิกของกลุ่มล็อบบี้จากบริษัทอุตสาหกรรมที่ทรงอำนาจ ซึ่งยังคงส่งอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ นายปีเตอร์ ไอเก้น ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากลหรือ TI เชื่อว่า “องค์การการค้าโลกเป็นองค์กรทางสากลที่คอยดูแลไม่ให้มีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว” รวมทั้งสนับสนุน “การค้าเสรีระหว่างประเทศที่ไม่มีข้อกีดขวางใดๆ” อย่างชัดเจน (นำเสนอในที่ประชุมองค์การการค้าโลก กรุงเจนีวา 29 เมษายน 2545)
บริษัทข้ามชาติเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงจาก ไอเอ็มเอฟ/ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียหรือเอดีบี การปรับโครงสร้างทางการเงินด้วยการแปรรูปกิจการของรัฐ การผ่อนคลายกฎหมายต่างๆ (หรือเป็นการออกกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่า) และการค้าเสรีเป็นตัวที่คอยบงการอยู่ในขณะนี้

บริษัทหลายแห่งต้องประสบกับความยุ่งยากอันเนื่องมาจากประชาชนต่อต้านโครงการทำลายสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มาในชื่อใหม่ว่า “ผู้ชอบธรรมในการเปลี่ยนแปลงด้านนิเวศวิทยา” ด้วยการจ้างที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์เพื่อฟอกการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทให้ดูสะอาดขึ้น และให้มี “การถกเถียงอภิปราย” ร่วมกันกับนักวิจารณ์ต่างๆ ดังนั้น ถ้อยคำที่แสดงถึงการต่อต้านคอร์รัปชั่นและส่งเสริมธรรมาภิบาลหรือการบริหารบริษัทด้วยความโปร่งใสจะถูกนำเสนอต่อสาธารณะชนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่บริษัท เนื่องจากจำนวนประชาชนที่ต่อต้านบริษัทโลกบาลทั้งหลายมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และใช้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นอาวุธประเภทหนึ่งในการต่อสู้ให้ระบอบทุนนิยมเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในขณะที่สามารถทำกำไรและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้นด้วย

ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ก่อตั้งและประธานองค์กรที่ให้ทุนกับ TI อีกแห่งหนึ่งคือนายสตีเฟน ชมิดไฮนี แห่งมูลนิธิเอวีนา นักอุตสาหกรรมชาวสวิสซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของบริษัทเนสท์เล่ บริษัทเอบีบี บริษัทไลก้า และบริษัทสวอทช์ก็ได้ก่อตั้งสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (the World Business Council for Sustainable Development) และดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมให้กับเลขาธิการทั่วไปในการประชุมสุดยอดที่เมืองริโอ สภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ล็อบบี้เพื่อไม่ให้มีการตั้งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในการประชุมที่เมืองริโอ พร้อมทั้งร่วมมือกับหอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber of Commerce) ก่อตั้ง “กลุ่มบริษัทเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ในช่วงเวลาที่มีการประชุมสุดยอดระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่กรุงโจฮันเนสเบิร์ก ประธานในที่ประชุมคือ เซอร์ มาร์ค มูดี้-สจ๊วต อดีตประธานบริษัทเชลล์

วัตถุประสงค์ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล (TI) เข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกับถ้อยคำเกี่ยวกับธรรมาภิบาลและอำนาจสูงสุดด้านจริยธรรมแบบปลอมๆ ของตลาดเสรี ที่ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย องค์การการค้าโลก ที่ประชุมองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) รวมทั้งรัฐบาลของนายบุช ให้การส่งเสริม

ที่น่าเศร้าก็คือ ตลกเรื่องที่ผมเล่าให้คุณฟังไม่ได้จบลงแค่นั้น ในขณะที่บริษัทต่างๆ เอ็นจีโอสากลบางกลุ่ม และนักเก็งกำไรค่าเงินอย่างจอร์จ โซรอสก็ได้จัดตั้งทีมงานเพื่อต่อสู้กับคอร์รัปชั่น การติดสินบน เงินที่ได้มาจากการทุจริต และเรียกร้องให้มีความโปร่งใสรวมทั้ง “สังคมที่โปร่งใส (open society)” ทุนโลกยังคงส่งอิทธิพลต่อแนวปฏิบัติด้านการค้าและการลงทุนทั่วโลก โซรอส ซึ่งมีสถาบันเพื่อสังคมที่โปร่งใส (Open Society Institute)และเป็นหนึ่งในผู้ให้ทุนกับ TI ก็ไม่ได้เป็นพันธมิตรกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมและสิทธิในการกำหนดแนวทางชีวิตของประชาชนเอง แต่เป็นผู้ที่สนับสนุนทุนนิยมอย่างแท้จริง เขาแค่ต้องการขจัดภาพลักษณ์ผู้ทำลาย เราต้องไม่เชื่อในการถกเถียงอภิปรายที่จัดขึ้นรวมทั้งองค์กรที่เป็นแนวร่วมกับบริษัทต่างๆ ที่อ้างว่าเพื่อการ “ต่อต้านคอร์รัปชั่น”

ลัทธินิยมพวกพ้อง การบริหารจัดการที่ผิดพลาดในภาครัฐ การรับสินบนและคอร์รัปชั่นควรต้องมีการเปิดโปงออกมาและต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่อมีการพิสูจน์ในเรื่องคอร์รัปชั่น มาตรฐานและคำจำกัดความที่แตกต่างกันดูเหมือนจะนำมาใช้กับกิจกรรมการดำเนินงานของบริษัทข้ามชาติในการใช้อำนาจจัดการกับอิทธิพลด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นเพราะการแปรรูปหรอกหรือที่ก่อให้เกิดการผูกขาดทางการค้าหรือการควบคุมแบบเผด็จการโดยกลุ่มคนไม่กี่คน การขึ้นราคาอย่างมโหฬาร คุณภาพสินค้าที่ลดต่ำลงและการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรม เช่น การคอร์รัปชั่นเรื่องน้ำ ไม่ใช่เป็นเพราะการผ่อนคลายกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ หรอกหรือที่นำไปสู่การทำให้ชีวิตของประชาชนกลายเป็นแค่ชิปการพนันและสังคมก็กลายเป็นบ่อนที่มีระบบในเศรษฐกิจแบบคาสิโนอันน่าชิงชัง ไม่ใช่เป็นเพราะการค้าเสรีสินค้าเกษตรที่ยัดเยียดให้แก่ประเทศโลกที่สามผ่านการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการคอร์รัปชั่นในโลกการค้าเสรีหรอกหรือที่ทำให้บริษัทข้ามชาติกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมการเพาะปลูกพืชที่เป็นอาหารของโลกส่วนใหญ่ใช้ระบบการอุดหนุนอย่างมากมายจากรัฐ การขโมยที่ดินจากประชาชน การยึดครองทรัพยากรและความละโมบของเจ้าอาณานิคม

บทบาทของบริษัทในการคอร์รัปชั่นและมีอิทธิพลเหนือกฎเกณฑ์ทางการค้าเพื่อที่จะรองรับผลประโยชน์ของตนไม่เป็นความลับอีกต่อไป นายเพอร์ซี บาร์นวิค ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มอุตสาหกรรมเอบีบี (แหล่งทุนของ TI อีกแห่งหนึ่ง) ให้คำจำกัดความโลกาภิวัฒน์อย่างย่อๆ ว่า “เสรีภาพสำหรับกลุ่มบริษัทของเราที่จะลงทุนในที่ที่เราต้องการ ผลิตสินค้าที่เราอยากจะผลิต ซื้อขายที่ไหนก็ได้ที่เราต้องการ และให้มีข้อจำกัดต่างๆ ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ไม่ว่าจะในเรื่องกฎหมายแรงงานหรืออนุสัญญาเกี่ยวกับการส่งเสริมด้านสังคม” (อ้างถึงในหนังสือ “The Success of Being Dangerous: Resisting Free Trade and Investment Regimes” เจอราร์ด กรีนฟิลด์, 2543)

ตามข้อตกลงทางการค้าและบริการ (GATS) ขององค์การการค้าโลก เดวิด ฮาร์ทริดจ์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมบริการขององค์การการค้าโลก กล่าวว่า “หากปราศจากแรงกดดันมหาศาลจากภาคบริการทางการเงินของอเมริกัน โดยเฉพาะบริษัท เช่น อเมริกันเอกซ์เพรส และ ซิตี้คอร์พ ก็จะไม่มีข้อตกลงด้านการบริการเกิดขึ้น” (GATS สามารถทำอะไรได้บ้าง คำกล่าวในหัวข้อการเปิดตลาดธนาคารทั่วโลก: การประชุมว่าด้วย GATS, 6 มกราคม 2540 ลอนดอน)

คณะกรรมการยุโรปกล่าวว่า “แกตส์ไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่อยู่ระหว่างรัฐบาลต่างๆ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญลำดับแรกให้กับผลประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจ” (ก้าวต่อไป? การเจรจาต่อรองว่าด้วยแกตส์, คณะกรรมการยุโรป, มิถุนายน 2541)

นายศุภชัย พาณิชภักดิ์ ว่าที่ผอ.องค์การการค้าโลกคนต่อไปได้รับทราบถึงแรงกดดันจากภาคธุรกิจที่ส่งอิทธิพลต่อการเจรจาข้อตกลง GATT/WTO ข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหรือทริปส์ (TRIPS)กล่าวว่า “เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนในเรื่องแรงกดดันที่มาจากภาคธุรกิจที่มีต่อรัฐบาลซึ่งส่งผลอย่างมากที่ทำให้ข้อตกลงบางประการถูกบังคับใช้ในประเทศที่เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น” (ปาฐกถา ณ ที่ประชุมการเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาโลกหรือ World Development Movement summer conference, ลอนดอน, 8 มิถุนายน 2545)

คณะกรรมการทรัพย์สินทางปัญญา (อยู่ข้างเดียวกับบริษัทขนาดยักษ์ในสหรัฐ 13 แห่งด้วยกัน รวมทั้งบริษัทดูปองท์ บริษัทไฟเซอร์ ไอบีเอ็ม(เป็นบริษัทที่ให้การสนับสนุนTI) บริษัทเจนเนอรัล มอเตอร์ บริษัทร็อคเวลล์ บริษัทบริสตอลไมเออร์ และบริษัทเมอร์ค) ทำงานร่วมกับตัวแทนการค้าจากสหรัฐฯ ในเรื่องข้อเสนอที่จะกำหนดให้มาตรฐานกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นไปตามแนวทางของสหรัฐฯ ทั้งหมด และกำหนดให้อยู่ภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลกเท่านั้น พวกเขากำลังมองหาหนทางป้องกันการ “ขโมย” ลิขสิทธ์จากเสื้อผ้าแบรนด์เนม เพลงและวีดีโอต่างๆ รวมทั้งป้องกันในเรื่องผลตอบแทนและแรงจูงใจ “ที่เหมาะสม” จากการค้นคว้าวิจัยและพัฒนายารักษาโรคและเทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้น การยึดครองทรัพยากร การทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า และการแปรรูปความหลากหลายทางชีวภาพรวมทั้งภูมิปัญญาชาวบ้านให้เป็นสินค้ามากขึ้นโดยบริษัทจากโลกเหนือหรือประเทศพัฒนาแล้วยังคงไม่ลดน้อยถอยลงไป

หายนะแห่งความตายและความทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะวิกฤติโรคเอดส์ในแอฟริกาใต้ ที่มีสาเหตุมาจากการค้ากำไรเกินควรจากนโยบายด้านราคาของบริษัทยาและสิทธิในการผูกขาดทางการค้า ที่บังคับใช้ตามข้อตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลกซึ่งบริษัทยาเหล่านี้ล็อบบี้เพื่อให้มีขึ้นเป็นความชั่วช้าเสื่อมทรามที่โปร่งใสหรือ คำตอบคือไม่ใช่เลย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ให้ทุนแก่ TI ระบบการผูกขาดทางการค้าของบริษัทยาข้ามชาติจากสหรัฐฯ องค์การเภสัชกรรมแห่งสหรัฐฯ (PhRMA) ที่ได้ล็อบบี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะเป็นผู้ดำเนินการตามวาระที่วางไว้ สิ่งนี้นำไปสู่การคว่ำบาตรทางการค้าในหลายๆ ประเทศ เช่น อินเดีย แอฟริกาใต้ บราซิล อาร์เจนตินา และโดมินิกันรีพับลิกในเรื่อง บังคับการจดทะเบียนลิขสิทธิ์การผลิตสินค้า กฎหมายการนำเข้าสินค้า (parallel importation laws) เช่นเดียวกับคดีอื้อฉาวที่มีต่อรัฐบาลแอฟริกาใต้ การกระทำของ PhRMA ไม่ใช่เป็นแค่การคอร์รัปชั่นเท่านั้น แต่มันคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เลยทีเดียว

สมาชิก 96 คนจากทั้งหมด 111 คนซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายสหรัฐฯที่เข้าเจรจาว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในการประชุมอุรุกวัย (Uruguay Round) มาจากภาคธุรกิจ นักการฑูตในเจนีวากล่าวว่าข้อตกลงในอุตสาหกรรมยาส่วนใหญ่ร่างขึ้นตามข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯเป็นหัวหอกในเรื่องนี้ ช่วงเริ่มต้นการประชุมอุรุกวัย ผู้เข้าร่วมเจรจาจากสหรัฐฯที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำตัวแทนต่างๆ ในเรื่องของข้อตกลงขององค์การการค้าโลกว่าด้วยการเกษตร คืออดีตรองประธานบริษัทคาร์กิล ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านธุรกิจการเกษตรซึ่งต่อมาก็ได้กลับมาทำงานที่บริษัทนี้ตามเดิม

เมื่อเดือนกันยายน 2540 ได้มี “สงครามกล้วย” และองค์การการค้าโลกเป็นผู้ตัดสินแนวทางการนำเข้ากล้วยของอียูสำหรับผู้ส่งออกแถบคาริบเบียน ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของบริษัทข้ามชาติที่ครอบงำระบบขององค์การการค้าโลก คดีนี้ยื่นฟ้องโดยประเทศเอควาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส เม็กซิโก และสหรัฐฯ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ได้เป็นผู้ส่งออกกล้วยก็ตาม สหรัฐฯ ยื่นฟ้องในนามของบริษัทข้ามชาติสัญชาติสหรัฐฯ คือ บริษัทชิควิต้า ที่ครองตำแหน่งผู้นำด้านการส่งออกกล้วยในลาตินอเมริกา ซึ่งในตอนท้าย บริษัทอ้างว่าผลการตัดสินเป็นชัยชนะของการค้าเสรี ภายใต้สนธิสัญญานาฟต้ามาตรา 11 (Chapter 11) ว่าด้วยเรื่องการลงทุนซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่นั้น และในเรื่องข้อตกลงด้านการลงทุนทวิภาคีที่ได้รับรู้กันในวงแคบ เขียนไว้ว่าบริษัทเอกชนมีสิทธิฟ้องร้องรัฐหากพวกเขาบอกว่ากฎหมายหรือนโยบายของรัฐส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริงและอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อตกลงเหล่านั้นเป็นตัวจำกัดความสามารถของรัฐในการวางนโยบายทางสังคม สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม

ในสหรัฐฯ บริษัทเอกชนทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับผู้แทนการเจรจาทางการค้าสหรัฐฯผ่านคณะกรรมการที่ปรึกษาภาคอุตสาหกรรม 17 คน (Industry Sector Advisory Committees – ISAC) ในเวบไซต์ของกองบริหารทางการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ อ้างว่าเจ้าหน้าที่ได้ “ทำงานเคียงข้างกับผู้นำทางธุรกิจซึ่งเป็นที่ปรึกษารัฐบาลสหรัฐฯ กรมการค้าและกองบริหารทางการค้าฯ มีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินงานเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของโครงการที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมหรือ ICP” คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านผลิตภัณฑ์ไม้และไม้แปรรูปประกอบไปด้วยฝ่ายบริหารระดับสูงของบริษัททั้งสิ้นรวมทั้งเป็นสมาชิกของกลุ่มล็อบบี้ด้านอุตสาหกรรม

การปรึกษาหารือลับระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับรัฐบาลเป็นตัวกำหนดนโยบายการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจทั่วโลก บริษัทต้องการให้รัฐรักษาเศรษฐกิจชาติที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานการผ่อนคลายกฎหมายต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อก่อให้เกิดการค้าเสรีทั่วโลก รายชื่อของกลุ่มบริษัทที่ล็อบบี้ทั้งในระดับอุตสาหกรรม ระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับสากลมียาวเหยียด ที่สหรัฐฯมีสภาว่าด้วยธุรกิจระหว่างประเทศ หอการค้าอเมริกัน กลุ่มประชุมโต๊ะกลมทางธุรกิจและอื่นๆ นิวซีแลนด์มีกลุ่มประชุมโต๊ะกลมธุรกิจนิวซีแลนด์ (New Zealand Rountable) เครือข่ายชีววิทยา(ส่งเสริมเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ) และเครือข่ายการเปิดเสรีทางการค้าซึ่งพึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ กลุ่มเหล่านี้ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเปิดเผยเพื่อส่งเสริมการเปิดเสรีทางการค้าและขายการค้าเสรีให้กับสาธารณชนในช่วงสถานการณ์ที่มีแรงคัดค้านมากขึ้น ในปี 2541 นายเวด อาร์มสตรอง อดีตผอ.องค์การการเจรจาการค้าในกระทรวงการต่างประเทศและการค้าของนิวซีแลนด์กล่าวกับตัวแทนภาคธุรกิจว่า “เราต้องการอย่างยิ่งที่จะให้การรับรองว่าการเข้าเจรจาในเวทีองค์การการค้าโลกของนิวซีแลนด์เป็นไปตามความจำเป็นด้านการค้าของกลุ่มธุรกิจเป็นอันดับแรก”

สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปค (ABAC) มีบทบาทอย่างเป็นทางการในการให้คำปรึกษากับกลุ่มเอเปค เป็นแหล่งพักพิงของบริษัทข้ามชาติที่อาศัยกลุ่มทำงานกับเอเปคหลายๆ กลุ่ม เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ภาคเอกชน เช่น การลดกฎระเบียบต่างๆ ลง การแปรรูป และการประกันโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขึ้นพื้นฐานต่างๆ สมาชิก ABAC ปัจจุบันประกอบด้วยผู้บริหารจากบริษัทบอมบาเดียร์ทรานสปอร์เทชั่น บริษัทคาร์กิล บริษัทฮอนด้า บริษัทฟูจิซีรอกซ์ บริษัทเชลล์ บริษัทโฮปเวลล์ และกลุ่มบริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนล คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมของ OECD เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในความพยายามที่จะร่าง ข้อตกลงด้านการลงทุนแบบพหุภาคี องค์กรเหล่านี้เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่ทรงพลัง และมีเงินทุนหนุนหลังเป็นอย่างดี พร้อมทั้งอภิสิทธิ์ในการเข้าร่วมเป็นผู้ตัดสินใจในรัฐบาลแต่ไม่มีความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณชน

หอการค้าสากล (หนึ่งในองค์กรจากการประชุม IACC ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมที่กรุงปร๊าก) มีความใกล้ชิดเป็นพิเศษกับเลขาธิการองค์การการค้าโลก โดยเรียกตัวเองว่าเป็นองค์การทางธุรกิจโลกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าเสรีและอ้างว่ามีสมาชิกกว่า 7,000 คนจาก 130 ประเทศ นายเฮลมุท โมเชอร์ อดีตประธานหอการค้าสากลและผู้บริหารระดับสูงของเนสท์เล่ กล่าวว่า “เราไม่ต้องการเป็นแฟนสาวลับๆ ขององค์การการค้าโลกหรือต้องเข้าร่วมกับองค์การการค้าโลกผ่านทาง “ประตูคนรับใช้” (“Ruling by Consent” วารสารไฟแนนเชียลไทมส์ 6 ธันวาคม 2540) ชายคนนี้ครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า “การตัดสินใจทางจริยธรรมที่ส่งผลทางร้ายต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเป็นการกระทำที่ไร้จริยธรรมอย่างแท้จริง” (ในหนังสือ Leadership in Action: Tough-minded Strategies from the Global Giant, สนพ.McGraw-Hill, 2537)

ในขณะที่มีเพียงวิธีการที่ต้องครุ่นคิดระหว่างรัฐกับภาคเอกชนทั่วโลก ดังนั้น เราจึงเห็นนายอาร์เธอร์ ดันเคล (ผอ.เนสท์เล่และบริษัทเครดิตสวิส) ผู้อำนวยการทั่วไปแกตต์ในการประชุมอุรุกวัย เป็นผู้นำกลุ่มหอการค้าสากลทำงานในเรื่องนโยบายการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศเช่นเดียวกับการเป็นสมาชิกกลุ่มอภิปรายในองค์การการค้าโลก นายปีเตอร์ ซุทเทอร์แลนด์ (ประธานบริษัทโกลด์แมนซาคส์อินเตอร์เนชั่นแนล และอดีตประธานร่วมของบริษัทบีพี อาโมโก้ซึ่งเป็นผู้ให้ทุนกับ TI อีกแห่งหนึ่ง) อดีตคณะกรรมาธิการอียูและเป็นอดีตผู้อำนวยการทั่วไปแกตต์ ในการประชุมโต๊ะกลมนักอุตสาหกรรมยุโรป (ERT) ซึ่งมีอิทธิพลอย่างยิ่งในที่ประชุมคณะกรรมการยุโรป นายไมค์ มัวร์ถูกกล่าวถึงว่าเป็น “ผู้ให้คำปรึกษาและคำแนะนำทางสากลที่เคร่งครัดจริงจัง” (“Plenty Moor to come, วารสารBusiness Monthly South, นิวซีแลนด์, กรกฎาคม 2545) หลังจากที่ทีมทำงานในองค์การการค้าโลกของเขาจะพ้นจากตำแหน่งในเดือนนี้

หอการค้าสากลส่งอิทธิพลต่อกระบวนการทำงานขององค์การการค้าโลกโดยตรงผ่านทางองค์กรระหว่างประเทศหลายๆ แห่ง และผ่านทางรัฐบาลที่เป็นสมาชิกในองค์กรเหล่านั้นโดยผ่านทางคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีตัวแทนถาวรอยู่ในองค์การการค้าโลก และหอการค้าสากลอ้างถึงคำตัดสินที่มีขึ้นในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลกที่สิงคโปร์ปี 2539 เพื่อให้ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีและจัดตั้งคณะทำงานว่าด้วยการลงทุนและการแข่งขันทางการค้า ทางหอการค้าฯ ได้ร่าง “ระเบียบการลงทุนแบบพหุภาคี” ซึ่งหน้าตาเหมือนกับพิมพ์เขียวของร่างข้อตกลงการลงทุนแบบพหุภาคีที่ตกไปขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา

สมาชิกของกลุ่มแนวร่วมอุตสาหกรรมบริการสหรัฐฯ (USCSI) ซึ่งรวมบริษัทที่ให้ทุน TI เช่น บริษัทวิวองดี้ บริษัทเจนเนอรัลอีเล็คทริค เอนรอน บริษัทไพรส์วอเตอร์คูเปอร์ และบริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ ได้ล็อบบี้ตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลอื่นๆอย่างหนักเพื่อนำไปสู่การประชุมดับบลิวทีโอที่ซีแอตเติลและโดฮานับแต่นั้นเป็นต้นมา เป้าหมายก็คือเพื่อลดข้อกีดกันทางการค้าการบริการด้วยการเปิดตลาดให้นักลงทุนต่างประเทศผ่านการเจรจาทางการค้าระดับสากล ด้วยความร่วมมือกันเหล่านี้เอง บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำ สาธารณสุข และการศึกษาเป็นแค่เพียงสินค้าสำหรับซื้อขายในตลาด ในข้อเสนอที่USCSI ยื่นต่อตัวแทนการค้าสหรัฐฯ ปี 2541 เขียนว่า “เราเชื่อว่าเราจะสร้างความก้าวหน้าเป็นอย่างมากในการเจรจาที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจต่างๆ ของสหรัฐฯขยายตลาดธุรกิจด้านบริการสุขภาพในต่างประเทศ”

นายยูแซฟ บูทรอส กาลี รัฐมนตรีต่างประเทศอียิปต์อ้างว่า “บรรษัทภิบาลเป็นเรื่องที่ปฏิบัติตามๆ กันได้ง่าย เมื่อใดก็ตามที่นโยบายทางการค้าได้เปิดประเทศสู่โลกภายนอก ก็จะเป็นการส่งเสริมการลงทุนและเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างรวดเร็ว เงินลงทุนนี้จะก่อให้เกิดบรรษัทภิบาล และเรียกร้องให้มีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูล บังคับให้เป็นไปตามสัญญาและข้อตกลง รวมทั้งเรื่องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา” (Corporate governance practices, หนังสือพิมพ์เดอะนิวส์, ปากีสถาน, เมษายน 2545)

จริงหรือที่กล่าวว่าควรใช้การค้าเสรีและการลงทุนเป็นไม้บรรทัดที่ใช้วัด “นโยบายที่ดี”? เราจำเป็นต้องปฏิเสธจริยธรรมจอมปลอมของทุนนิยมซึ่งบริษัทข้ามชาติมาในมาดใหม่แบบปาฏิหารย์ของผู้พิทักษ์โลกที่กล้าหาญและทรงไว้ซึ่งคุณธรรมที่จะต่อสู้กับคอร์รัปชั่น

เหนือสิ่งอื่นใด บริษัทเหล่านี้มาจากไหน? จากดาวคริปตันเหรอ? ไม่ใช่ ลัทธิล่าอาณานิคมได้ลอกรูปแบบจากรูปแบบดั้งเดิมของบริษัทที่เป็นต้นแบบให้กับบริษัทในทุกวันนี้ เช่น บริษัทอีสท์อินเดีย บริษัทต้นแบบเหล่านี้จะทำงานร่วมมืออย่างลับๆ กับรัฐอาณานิคมโดยก่อให้เกิดการผูกขาด ดูดซับกำไรมหาศาลจากการปล้นสดมภ์และครอบครองในขณะที่ทำลายสังคม สภาพความเป็นอยู่ รวมทั้งปฏิเสธการตัดสินใจของประชาชนในประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมไปพร้อมๆ กัน ในยุคแรกๆ กลุ่มบริษัทรอยัลดัทช์/เชลล์ ได้จดทะเบียนก่อตั้งขึ้นในปี 2433 ในชื่อ “บริษัทรอยัลดัทช์เพื่อการขุดเจาะน้ำมันในเนเธอร์แลนด์อีสท์อินดี้ส์” ปัจจุบันบริษัทข้ามชาติยังคงยึดถือและดำเนินรอยตามแนวทางจักรวรรดินิยม พร้อมทั้งเรียกร้องผลกำไรที่มากขึ้น ตลาดใหม่ๆ การใช้แรงงานและวัตถุดิบราคาถูกโดยไร้ข้อจำกัดใดๆ การทำให้ตลาดการเงินผันผวน และเสรีภาพที่จะไปสถานที่แห่งใดก็ได้และใช้ประโยชน์ได้ตามใจชอบ

การเปิดเสรีการค้าการลงทุน การผ่อนคลายกฎหมาย และการแปรรูปกิจการของรัฐเป็นอาวุธที่บริษัทข้ามชาติชอบใช้ กรณีที่อาจจะชัดเจนที่สุดในตอนนี้ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ซึ่งเกิดจากการกระทำของรัฐบาลนายจอร์จบุชเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กและการเกษตรของสหรัฐฯ พวกนี้ไม่ลังเลที่จะล็อบบี้เพื่อให้มีนโยบายปกป้องการค้าภายในประเทศของตน ‘ทำอย่างที่เราบอกแต่อย่าทำอย่างที่เราทำ’ ยังคงเป็นหลักการในยุคโลกาภิวัฒน์จากวอชิงตัน

“บรรษัทภิบาล” ตามที่ได้รับการส่งเสริมจากเอดีบี ธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟก็ไม่มีอะไรนอกจาก การส่งเสริมประชาธิปไตย การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน หรือส่งเสริมสนับสนุน “สิทธิ” ของประชาชน เป็นคำหวานสำหรับรัฐบาลที่คิดขึ้นมาเพื่อรองรับตลาดเสรีและลิดรอนอำนาจประชาชน คำหวานเหล่านี้เชื่อมโยงกับมาตรการปรับโครงสร้างที่ได้รับการส่งเสริมจากเอดีบี ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนน้อยคนนัก รวมทั้งเป็นมาตรการที่ก่อให้เกิดความไม่เทียมกันทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

บรรษัทภิบาลเป็นหนึ่งในสาระสำคัญของมาตรการปรับโครงสร้างแต่ในขณะเดียวกันกลับไม่มีบรรษัทภิบาลเกิดขึ้น คำนี้ถูกใช้เป็นคำอธิบายที่ง่ายดีอยู่บ่อยครั้งหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเพื่อตำหนิรัฐบาลมากกว่าจะพิจารณานโยบายที่ผิดพลาดอันเกิดจากมาตรการปรับโครงสร้าง

เจเค กาลเบรียท (2542) เขียนว่า “วิกฤติจากฉันทามติวอชิงตันเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็น แต่ไม่มีใครยอมรับมัน จริงๆ แล้ว นโยบายที่ไร้ประสิทธิภาพก่อให้เกิดความล้มเหลวด้านนโยบาย โดยคนที่ดำเนินการตามนโยบายต่างพัฒนากลไกเพื่อป้องกันตนเอง โดยจะสร้างคำโต้แย้งขึ้นหากเกิดกรณีที่ที่ให้ผลอันไม่น่าพึงพอใจในทุกๆ กรณีว่าเป็น กรณียกเว้นที่บังเอิญเกิดขึ้น เม็กซิโกก็เป็นกรณียกเว้น มีการจลาจลที่ชิอาปาส การลอบสังหารที่ทิฮวนน่า จากนั้นก็เกาหลี ไทย อินโดนีเซียก็เป็นกรณียกเว้น การคอร์รัปชั่น ทุนนิยมเห็นแก่พวกพ้องในวงกว้างในสามประเทศเหล่านี้ถูกตีแผ่ออกมาแต่ภายหลังจากที่วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นแล้ว จากนั้นที่รัสเซียก็เป็นกรณียกเว้น เราได้รับการบอกเล่าว่า การกระทำที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์รัสเซียเกิดขึ้นเพื่อที่จะเอาชนะประสิทธิภาพและแรงจูงใจของตลาดเสรี

แต่เมื่อกรณียกเว้นมีจำนวนมากกว่ากรณีตัวอย่าง ก็แสดงให้เห็นว่ากฎเกณฑ์ที่ใช้มันต้องมีปัญหาแน่นอน ที่ใดบ้างที่มีผลสำเร็จของการเปิดเสรี การแปรรูป การผ่อนคลายกฎหมาย ระบบการเงินที่ดีและงบประมาณได้ดุล? ที่ใดที่มีตลาดเปิดใหม่บ้าง ที่ใดที่ประเทศกำลังพัฒนาได้พัฒนาแล้วบ้าง ที่ใดมีการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจที่ประสบผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์ดี? เมื่อมองดูอย่างตั้งใจจะพบว่า ไม่มีเลย” (วิกฤติโลกาภิวัฒน์ โดย เจมส์ เค. กาลเบรียท วารสารDissent, 2542, ปีที่ 46 ฉบับที่ 3)

รัฐบาลซูฮาร์โตและมาร์กอสต่างก็คอร์รับชั่น ในรูปแบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าทำทุกอย่างให้เป็นสินค้าซื้อขายในตลาดเสรี ไม่ว่าจะเป็นคน ธรรมชาติและบริการพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ การปรึกษาหารือส่วนตัวแบบเป็นกันเองอย่างลับๆ ระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่และรัฐบาลก่อให้เกิดการกำหนดนโยบายระดับชาติและสากลเพื่อต่อต้านประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธไม่ให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตและชุมชนจนเมื่อมันสายไปแล้ว

เอ็นจีโอ สหภาพแรงงานและองค์กรต่างๆ กำลังเรียกร้องความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือจากองค์การการค้าโลกและองค์กรอื่นๆ ที่เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมบริษัทยุคโลกาภิวัฒน์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก เราต้องการให้รัฐบาลต่างๆ ทำให้ข้อผูกมัดทางการค้าและการลงทุนต้องได้รับการตรวจสอบจากสาธารณชนอย่างละเอียด แต่ข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดพื้นฐานที่เป็นข้อบกพร่องซึ่งอยู่ภายใต้ลัทธิจักรวรรดินิยมแบบเสรีนิยมใหม่ นอกจากว่าข้อเรียกร้องเพื่อให้เกิดการบริหารงานที่โปร่งใสตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเอาข้อตกลงและสถาบันต่างๆ เหล่านั้นออกไปจากระบบ และปฏิเสธระบอบจักรวรรดินิยมเสรีนิยมใหม่ที่มีทีท่าว่าจะมาในรูปแบบการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีเพื่อให้เราเชื่อว่ารูปแบบการบริหารเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมและเอารัดเอาเปรียบจะได้รับการปฏิรูป

นายเจอราร์ด กรีนฟิลด์ แกนนำแรงงานในฮ่องกงและนักวิจัยกล่าวว่า “เราต้องมีความสามารถในจัดการกับสิ่งที่เราเห็น ไม่เช่นนั้นเราก็เป็นแค่คนที่มองดูกระบวนการสร้างความโปร่งใส”

ถ้าหากเราเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ เราจำเป็นต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนและตั้งคำถามกับมันอย่างจริงจัง ซึ่งบางเรื่องต้องดำเนินการมุ่งเน้นที่องค์กรต่างๆ ที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้ต่อต้านการคอร์รัปชั่นโดยตรง ถ้าหากเกิดกรณีการติดสินบน เห็นแก่ผลประโยชน์พวกพ้อง และการยักยอกทรัพย์สินโดยเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองซึ่งต้องเปิดโปงออกมาและต่อต้านกับมัน เช่นกันกับที่ต้องเปิดโปงกระกระทำที่เป็นการค้ากำไรเกินควรของบริษัทต่างๆ รวมทั้งการผูกขาดทางการค้าที่ทำลายวิถีชีวิตของประชาชนผ่านการแปรรูปกิจการของรัฐ การผ่อนคลายกฎหมาย และการเปิดเสรี แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนที่จะเผชิญหน้ากับการคอร์รัปชั่นทั่วโลกที่อยู่ภายใต้แนวทางเสรีนิยมใหม่

 

"การแปรรูปเป็นทางเลือกที่ผิด ไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหนเข้ามาก็จะได้ผลประโยชน์จากส่วนนี้ แต่ประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า นี่คือ การปล้นชาติ เกิดขึ้นง่ายและไม่มีเจ้าทุกข์ เป็นวิธีการคอรัปชั่นที่ถูกกฎหมาย ผู้เขียนกฎหมายและผู้ใช้กฎหมายเป็นผู้คอรัปชั่นเอง"

แปรรูปประปา...จึงเป็นอีกโครงการของความซับซ้อนในด้านเทคนิคที่รัฐพยายามนำเสนอให้โครงการดูเลิศเช่นเดียวกับหลายโครงการที่ผ่านมา

Thai language โดย TLC

:www.thailabour.org