ข้อเสนอเครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชน
ต่อการเจรจาสินค้าเกษตรรอบใหม่
เสนอต่อ
ตัวแทนรัฐบาลไทยที่เข้าร่วมเจรจาสินค้าเกษตรรอบใหม่
แคนคูน เม็กซิโก
จัดทำโดย
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ
ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน
สิงหาคม 2546
-----------------
ข้อเสนอเครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชน
ต่อการเจรจาสินค้าเกษตรรอบใหม่ที่แคนคูน เม็กซิโก
1.ข้อผูกพันและเงื่อนไขของประเทศไทย ภายใต้ข้อตกลงการเกษตร
แนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberailism) มุ่งเน้นให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเปิดตลาดภายในเพื่อให้มีการค้าขายกับต่างประเทศอย่างเสรี โดยมีความเชื่อมั่นว่า ตลาดเสรี จะทำให้การลงทุน การส่งออก การนำเข้า และการซื้อขายสินค้าทั่วโลกมีมูลค่าสูงขึ้น นำไปสู่การคลี่คลายปัญหาความยากจน และเพิ่มรายได้ให้กับประชากรโลก
แนวคิดการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตร ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2538 โดยการรับรองข้อตกลงการเกษตร (Agreement on Agriculture: AOA) ในการประชุมระดับรัฐมนตรีขององค์การค้าโลก ที่ประเทศอุรุกวัย มีความเชื่อที่ไม่แตกต่างกันแนวคิดเสรีนิยมใหม่ ที่เชื่อมั่นว่าการเปิดตลาดให้มีการค้าขายสินค้าเกษตรข้ามประเทศ ข้ามทวีปได้อย่างเสรี โดยมีการแทรกแซงจากรัฐให้น้อยที่สุด จะทำให้มูลค่าการค้าขายสินค้าเกษตร มูลค่าการส่งออก และการนำเข้าสินค้าเกษตรทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น จะสามารถแก้ไขปัญหาความอดอยากหิวโหย และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรทั่วโลกได้มากกว่าที่เป็นอยู่
ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 146 ประเทศที่รับรองข้อตกลงการเกษตร โดยองค์การค้าโลก ส่งผลทันทีให้ในปี 2538 ประเทศไทยต้องเปิดตลาดภายในประเทศให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตร 23 รายการ ในปริมาณ 3 % ของการบริโภคในประเทศ สินค้าเกษตร 23 รายการนี้ เคยเป็นสินค้าที่ได้รับคุ้มครองจากภาครัฐ ห้ามมิให้มีการนำเข้า หรือต้องขออนุญาตินำเข้าเป็นกรณีพิเศษ นโยบายและมาตรการเหล่านี้ของประเทศไทยเคยมีไว้เพื่อปกป้องเกษตรกรรายย่อยและอุตสาหกรรมการเกษตรเพื่อมิให้ได้รับผลกระทบถูกแทรกแซงจากต่างประเทศ
การเปิดตลาดให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตร 23 รายการนี้ เรียกกันว่ามาตรการโควต้าภาษี กล่าวคือประเทศไทยต้องยกเลิกมาตรการห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตร แต่หันมาใช้มาตรการตั้งโควต้าให้มีการนำเข้าสินค้าได้ในอัตราภาษีที่กำหนดแทน หากประเทศใดมีความสามารถในการแข่งขันสูงต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรมากกว่าโควต้าที่กำหนดไว้ ก็สามารถทำได้แต่ต้องเสียภาษีในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง อัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรที่กล่าวมานี้ นับจากปี 2538 ที่เริ่มมีการเปิดตลาดจะ ต้องลดลงให้ได้เฉลี่ย 24 % ภายในระยะเวลา 10 ปี
สินค้าเกษตร 23 รายการ ตามข้อตกลงที่ต้องเปิดตลาดให้มีการนำเข้าจากต่างประเทศ คือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง น้ำนมและนมปรุงแต่ง นมผงขาดมันเนย น้ำตาล น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดในปาล์ม มะพร้าว เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันมะพร้าว กระเทียม หอมหัวใหญ่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป พริกไทย ลำใยแห้ง ใบยาสูบ ชา และเส้นไหมดิบ
การเข้าร่วมรับรองข้อตกลงการเกษตรในปี 2538 ยังส่งผลให้ประเทศไทยต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรอีกจำนวน 740 รายการ และลดเพดานเงินอุดหนุนภาคเกษตรกรรมลงไม่ให้เกิน 19,028 ล้านบาท ภายในปี 2547 (ลดลงเฉลี่ย 13 %)
2.จุดยืนของรัฐบาลไทย ในการเจรจาสินค้าเกษตรรอบใหม่ ที่แคนคูน เม็กซิโก
ในกระบวนการเตรียมการก่อนการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การค้าโลกในวันที่ 10-14 กันยายน 2546 ที่แคนคูน ประเทศเม็กซิโก ประธานคณะกรรมการเจรจาสินค้าเกษตร (คุณสจ็วต ฮาร์บินสัน) ได้ยกร่างข้อตกลงการเกษตรฉบับใหม่ ที่ต้องการให้มีการรับรองโดยประเทศสมาชิกในการประชุมที่จะถึงนี้ เนื้อความโดยสรุปคือ
ข้อเสนอสูตรการลดภาษี
1.เพื่อให้มีการเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้มีการค้าขายข้ามประเทศมากกว่าที่เป็นอยู่ จึงเสนอให้มีการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรทั่วไปให้ลดต่ำลงอีก โดยแบ่งการลดภาษีออกเป็น 4 ระดับ ให้เวลาในการลดภาษีให้ได้ตามอัตราดังกล่าว ภายใน 10 ปี (สูตรนี้สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมประเทศไทยอยู่ด้วย)
2.สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ให้ใช้สูตรที่แตกต่างโดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1) ภาษีต่ำกว่า 15 % ให้ลดเฉลี่ย 40 % 2) ภาษี 15-90 % ให้ลดเฉลี่ย 50% 3) ภาษีสูงกว่า 90 % ให้ลดเฉลี่ย 60 %
ข้อเสนอโควต้าภาษีและมาตรการพิเศษ
3.กรณีสินค้าเกษตรชนิดพิเศษ (Special Product: SP) ที่มีความสำคัญในแง่ของความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของชนบท และการพัฒนาชนบท ให้ลดอัตราภาษีเฉลี่ย 10 %
4.ให้ขยายโควต้านำเข้าสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นเป็น 6.6 % ของปริมาณการบริโภคภายในประเทศ
5.ให้คงอัตราภาษีในโควต้าไว้เท่าเดิม แต่หากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการนำเข้าสินค้าไม่ถึง 65 % ของปริมาณโควต้าที่กำหนดไว้ ให้ลดอัตราภาษีนำเข้าในโควต้าลงมาอีก
6.สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา (มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของการส่งออก) ให้ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า ขยายเวลาที่ต้องลดภาษีตามอัตราที่กำหนดได้ยาวนานกว่าปกติ (จาก 5 ปี เป็น 8 ปี)
7.ให้มีมาตรการปกป้องพิเศษสำหรับสินค้าเกษตรในประเทศกำลังพัฒนา โดยคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และการพัฒนาชนบท โดยให้ใช้เครื่องหมายพิเศษ SSM (Special Safeguard Measures)
ร่างข้อตกลงการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของประธานคณะกรรมการเจรจาสินค้าเกษตร ได้ถูกปรับหลายครั้ง และมีการประชุมระหว่างประเทศสมาชิกทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการอีกหลายครั้ง เนื่องจากยังมีข้อคิดเห็นในร่างข้อเสนอดังกล่าวที่แตกต่างกันมากในประเทศสมาชิกกลุ่มต่างๆ อย่างไรก็ดีประธานคณะกรรมการเจรจาสินค้าเกษตร คาดหวังว่าประเทศสมาชิกจะสามารถหาข้อสรุป มีข้อตกลงร่วมกันในข้อตกลงการเกษตรฉบับใหม่อย่างเป็นเอกฉันท์และนำไปสู่การปฏิบัติได้ ในการประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การค้าโลกที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ความร่วมมือของคณะกรรมการร่วม WTO ได้จัดทำข้อเสนอท่าทีของประเทศไทยในการเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีที่เม็กซิโก ใจความโดยสรุปคือ
ข้อเสนอสูตรการลดภาษี
1.ยอมรับร่างข้อเสนอของประธานฯเป็นฐานในการเจรจา โดยเสนอให้มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรให้ต่ำลงอีก โดยแบ่งระดับของการปรับลดดังนี้ (สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย)
2.ส่วนประเทศพัฒนาแล้ว ให้ใช้สูตรที่แตกต่างคือ 1) ภาษี 0-5 % ให้ลดเหลือ 0 % 2) ภาษี 5-15 % ให้ลดเฉลี่ย 40 % 3) ภาษี15-80 % ให้ลดเฉลี่ย 50 % 4) ภาษีสูงกว่า 80 % ให้ลดเฉลี่ย 60 %
ข้อเสนอโควต้าภาษีและมาตรการพิเศษ
3.ไม่เห็นด้วยในกรณีให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับสินค้าเกษตรชนิดพิเศษ (Special Product: SP) ที่มีความสำคัญในแง่ของความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของชนบท และการพัฒนาชนบท เสนอให้ต้องลดอัตราภาษีเช่นเดียวกับสินค้าปกติ
4.ให้ขยายโควต้านำเข้าสินค้าเกษตรมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (รวมทั้งประเทศไทย)
5.ให้คงอัตราภาษีในโควต้าไว้เท่าเดิม
6.ไม่เห็นด้วยกับกับการขยายเวลาการลดอัตราภาษี สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา คือเสนอให้ลดให้ได้มากเท่าที่กำหนดภายในเวลาที่กำหนดเท่ากัน
7.เห็นด้วยกับมาตรการปกป้องพิเศษสำหรับสินค้าเกษตรในประเทศกำลังพัฒนา แต่ต้องจำกัดจำนวนสินค้าเหล่านี้ให้น้อยที่สุด และเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนสินค้าส่งออกของประเทศพัฒนาแล้ว (ไม่รวมประเทศไทย) โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความเสียหาย
กล่าวโดยสรุป ท่าทีของกระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาลไทยในการเข้าร่วมเจรจาการค้าสินค้าเกษตรรอบใหม่ ที่ประเทศเม็กซิโก คือการเจรจาเพื่อให้เกิดการเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเสนอให้มีการลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรให้ต่ำลงในอัตรา 27 % 33 % และ 40 % ตามลำดับ เสนอให้มีการขยายโควต้านำเข้าสินค้าเกษตรในทุกประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศไทย ไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรการให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับสินค้า SP ที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และไม่เห็นด้วยกับกับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศกำลังพัฒนา
3.ข้อเท็จจริงผลกระทบการเปิดเสรีสินค้าเกษตรต่อเกษตรกรไทย
(1)เกษตรกรผู้ปลูกพืชที่เสียเปรียบในการแข่งขันกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ข้อเสนอและท่าทีของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้มีการขยายโควต้าการนำเข้าสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรให้ต่ำลง รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีต่างๆ กับประเทศกำลังพัฒนา เกิดขึ้นเนื่องจากรัฐบาลไทยเล็งเห็นว่า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้มีการค้าขายอย่างเสรีจะทำให้ประเทศไทยเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรได้อีกจำนวนมาก เนื่องจากเป็นที่เข้าใจกันว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของโลก ประเทศไทยจึงควรจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ที่ประเทศไทยเล็งผลเลิศว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้มากมายภายหลังจากการเปิดตลาดเสรี
นับแต่ปี 2538 จนถึง ปี 2545 8 ปี ของการเปิดตลาดสินค้าเกษตรตามข้อตกลงการเกษตร สถิติจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรได้เพิ่มขึ้นจริง คือมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นจาก 412,490 ล้านบาทในปี 2538 เป็น 684,456 ล้านบาท ในปี 2544
อย่างไรก็ดี การเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตรไม่ได้ทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรทุกประเภทสูงขึ้นทั้งหมด สถิติจากกรมเจรจาการค้าต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ในสินค้าเกษตรหลายรายการ นอกจากปริมาณการส่งออกจะไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นแล้ว สินค้าเกษตรเหล่านี้จากต่างประเทศ ยังได้ไหลเข้าสู่ตลาดสินค้าภายในประเทศไทย โดยที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมปริมาณการนำเข้าได้ ส่งผลกระทบให้เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าดังกล่าว โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญชะตากรรม เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าเกษตรราคาถูกจากต่างประเทศได้ ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเป็น
สินค้าเกษตรที่ประเทศไทยมีความเสียเปรียบในการแข่งขัน ถูกสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดจนทะลุเกินโควต้าที่ตั้งไว้ ส่งผลให้สินค้าเกษตรเหล่านี้ในประเทศไทยราคาตกต่ำอย่างมาก ได้แก่ มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ กากถั่วเหลือง และเมล็ดถั่วเหลือง
ส่วนสินค้าอีกหลายชนิด ที่เคยถูกคุ้มครองจากรัฐบาลไทยก่อนการเปิดเสรี หากปัจจุบันไม่สามารถคุ้มครองได้ และกำลังถูกสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดมากขึ้นตามลำดับคือ นมผงขาดมันเนย มะพร้าว เมล็ดกาแฟ กาแฟสำเร็จรูป ชาใบ/ชาผง พริกไทย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำตาล และใบยาสูบ
ภาพที่ 1 แสดงแนวโน้มปริมาณที่เพิ่มขึ้นของสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากต่างประเทศ ภายหลังการเปิดเสรี
ภาพที่ 2 แสดงแนวโน้มราคาที่ต่ำลงของสินค้าเกษตรที่ถูกแทรกแซงจากต่างประเทศ ภายหลังการเปิดเสรี
เห็นได้ชัดว่า การเล็งการณ์ไกลของรัฐบาลในการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตร โดยมุ่งหวังเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรที่ประเทศไทยได้เปรียบในการแข่งขัน ไม่ได้ทำให้เกษตรกรทุกกลุ่มในประเทศไทยได้รับผลประโยชน์โดยทั่วถึงกัน ในทางตรงกันข้ามเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรอีก 17 รายการ ที่ถูกสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด โดยรัฐบาลไม่สามารถให้ความช่วยเหลือคุ้มครองดังเช่นที่ผ่านมา กำลังได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากราคาผลผลิตตกต่ำอย่างต่อเนื่องภายหลังการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตร
ที่สำคัญปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ จากสินค้าเกษตรราคาตกต่ำอันเนื่องมาจากถูกตีตลาดจากต่างประเทศ นอกจากการทำแผนและนโยบายเฉพาะกิจขอให้เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน
(2)มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มสูงขึ้น แต่รายได้ของเกษตรกรกลับลดต่ำลง
ความเข้าใจของรัฐบาลที่ว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้จากการทำการเกษตรที่สูงขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม เป็นเพียงความเชื่อที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ และไม่มีงานศึกษาในทางวิชาการมารองรับกับความเชื่อนี้
ในทางตรงกันข้ามสถิติจากภาพด้านล่าง กลับชี้ให้เห็นว่านับแต่มีการเปิดเสรีสินค้าเกษตรในปี 2538 เป็นต้นมา แม้รายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 3) แต่รายได้อันเนื่องมาจากการทำการเกษตรของเกษตรกรกลับลดต่ำลงทุกปีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน (ภาพที่ 4)
ดังนั้นมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นทุกปีของประเทศไทย จึงไม่ได้ส่งผลต่อการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามนับตั้งแต่มีการเปิดเสรีสินค้าเกษตรปี 2538 เกษตรกรทั่วประเทศกลับมีสถิติหนี้สินต่อครัวเรือนที่สูงขึ้น (ภาพที่ 5) และมีจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่เป็นหนี้เพิ่มมากขึ้นแทน (ภาพที่ 6)
ภาพที่ 3 แสดงรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร

ภาพที่ 4 แสดงรายได้จากการเกษตรของเกษตรกร

ภาพที่ 5 แสดงหนี้สินต่อครัวเรือนของเกษตรกร

ภาพที่ 6 แสดงจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่เป็นหนี้

4. ข้อเสนอของเครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชนต่อการเจรจาสินค้าเกษตรรอบใหม่ที่แคนคูน เม็กซิโก
(1) รัฐบาลต้องมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการปกป้องคุ้มครองสินค้าเกษตรภายในประเทศ มีมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ รวมทั้งปกป้องคุ้มครองเกษตรกรรายย่อยที่กำลังได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตรในปัจจุบัน
(2) เพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยในการกำหนดนโยบายอาหารและนโยบายการเกษตรของประเทศ ไม่ให้ถูกล่วงละเมิดและชี้นำโดยสถาบันเศรษฐกิจโลกเช่นองค์การค้าโลก รัฐบาลจะต้องทบทวนนโยบายการเปิดเสรีสินค้าเกษตร ยุติการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตร ยกเลิกมาตรการลดอัตราภาษีนำเข้า และขยายโควต้านำเข้าสินค้าเกษตรดังที่รัฐบาลกำลังพยายามจะทำ
(3) รัฐบาลควรยุติบทบาทในการผลักดันให้ประเทศต่างๆ ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรในนามสมาชิกกลุ่มเครนส์ ซึ่งดำเนินนโยบายไม่แตกต่างกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ต้องการนำสินค้าเกษตรราคาถูกเข้ามาตีตลาดในประเทศกำลังพัฒนา ความมั่งมีและความมั่งคั่งของประเทศหนึ่ง ไม่ควรได้มาโดยการทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรยากจนอีกประเทศหนี่ง เมื่อรัฐบาลไม่ต้องการให้เกษตรกรในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี รัฐบาลก็ไม่ควรดำเนินนโยบายเช่นนั้นกับประเทศอื่นเช่นกัน
(4) รัฐบาลควรจัดตั้งให้มีคณะกรรมการกลางโดยมีตัวแทนเกษตรกรเข้าร่วมกึ่งหนึ่ง ในการศึกษาผลกระทบของการเปิดเสรีสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรใน 23 รายการที่มีเปิดตลาดนำเข้าตั้งแต่ ปี 2538 เป็นต้นมา เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปิดตลาดเสรีที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรรายย่อย ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรรมโดยรวมของไทย รวมทั้งศึกษาหาแนวทางมาตรการในการช่วยเหลือและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบตลอด 8 ปีที่ผ่านมา
(5) รัฐบาลจะต้องเข้าร่วมเจรจาข้อตกลงการเกษตรในเวทีองค์การค้าโลก บนพื้นฐานของการเป็นตัวแทนเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ (38 ล้านคน) โดยมีข้อเสนอในการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรรายย่อยของประเทศไทย ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดเสรีที่มากเกินไปโดยที่รัฐบาลไม่สามารถช่วยเหลือได้ รัฐบาลต้องไม่เจรจาบนพื้นฐานผลประโยชน์ของกลุ่มสมาคมพ่อค้า หรือบริษัทธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะนั่นนอกจากจะไม่ทำให้เศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศเข้มแข็งขึ้นดังที่คาดการณ์ไว้แล้ว ยังทำให้เศรษฐกิจของประชาชนในระดับรากหญ้าถูกทำลาย ไม่ได้เป็นไปตามนโยบายประชานิยม ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งขึ้นจากรากหญ้า ดังที่รัฐบาลพยายามจะทำในนโยบายแห่งรัฐโดยส่วนใหญ่แต่อย่างใด
5.ข้อเสนอของเครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชนต่อภาพรวมนโยบายอาหารและการเกษตรเพื่อความยั่งยืนของสังคมไทย
(1) นโยบายด้านอาหารและการเกษตร ไม่ได้เกี่ยวข้องและมีความหมายต่อประเทศไทย เฉพาะในประเด็นเรื่องการค้า การลงทุน และการส่งออก เพียงด้านเดียว แต่เป็นนโยบายที่เกี่ยวข้องชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมไทยกว่าครึ่งค่อนประเทศ (เกษตรกรกว่า 38 ล้านคน) และเกี่ยวพันกับความมั่นคงของสังคม ความมั่นคงทางอาหาร ทรัพยากรชีวภาพและความอยู่ดีกินดีของคนในสังคมไทยโดยภาพรวม รัฐบาลไทยจึงไม่ควรนำนโยบายการค้าและการส่งออก มาชี้นำนโยบายอาหารและการเกษตรของประเทศ
(2) นโยบายการค้า และการส่งออกสินค้าเกษตรที่ไม่สมดุล จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบการผลิตอาหารในสังคมไทย ให้เป็นไปในทิศทางเพื่อตอบสนองการค้าและการส่งออกเป็นหลัก นอกเหนือจากข้าวแล้ว พืชอาหารหลายชนิดที่ประเทศไทยเสียเปรียบในการแข่งขันกับต่างประเทศ หากรัฐบาลยังคงไม่มีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรผู้ผลิตให้อยู่ได้ หรือยังคงกระทำการเพียงมีนโยบายให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปผลิตพืชชนิดอื่นแทน พืชอาหารหลายชนิดที่เคยผลิตได้ในประเทศไทย ต่อไปเกษตรกรอาจจะเลิกผลิตเนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ซึ่งหมายถึงสถานภาพความมั่นคงในการผลิตอาหารเพื่อการบริโภคเองของประเทศไทยจะเปลี่ยนไป และประเทศไทยอาจจะต้องนำเข้าพืชอาหารเหล่านั้นจากต่างประเทศแทน (สถานการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นแล้วในระดับชุมชนหมู่บ้าน ซึ่งเกษตรกรที่มุ่งเน้นการผลิตพืชเพื่อการค้าและส่งออก ได้ยกเลิกการผลิตพืชเพื่ออาหารในครอบครัวดังที่เคยเป็นมาในอดีต ผลจากการวิจัยพบว่าเกษตรกรกลุ่มนี้ต้องซื้ออาหารบริโภคในสัดส่วนถึงครึ่งหนึ่งของอาหารที่บริโภคในครอบครัว)
รัฐบาลจึงควรมีนโยบายอาหารเพื่อปกป้องสถานภาพความมั่นคงทางอาหารของประเทศก่อนเป็นสำคัญ และมีนโยบายการเกษตรที่สนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ปลูกพืชอาหารเพื่อการบริโภคในสังคมไม่ใช่ปลูกพืชเชิงพาณิชย์เพื่อการค้าและการส่งออกเช่นที่เป็นมา รวมทั้งสนับสนุนให้เกษตรกรทำการผลิตบนฐานเศรษฐกิจเพื่อการพึ่งตนเอง ทั้งด้านอาหาร ด้านการผลิต และด้านเศรษฐกิจ
ส่วนการดำเนินนโยบายด้านการค้าที่จะต้องมาภายหลังนโยบายอาหารและการเกษตร รัฐบาลควรมีจุดยืนนโยบายการค้าเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกร มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนและการซื้อขายสินค้าเกษตรระหว่างท้องถิ่นที่ใกล้เคียง ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นประเทศเกษตรกรรม โดยไม่ทำลายตลาดภายในซึ่งกันและกัน แต่ร่วมกันผลักดันนโยบายการค้าที่เป็นธรรมร่วมกัน
(3) ถึงแม้ว่าในเชิงตัวเลข รายได้ของประเทศไทยจะมีแนวโน้มมาจากภาคอุตสาหกรรมในสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น หากพิจารณาโดยความเป็นธรรมแล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้มาจากภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก รัฐบาลจึงควรมีหน้าที่สนับสนุนภาคเกษตรกรรมในทุกด้านต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ทุนเพื่อการผลิต การแปรรูป และการตลาด รวมทั้งการสนับสนุนด้านกลไกราคา การประกันราคาผลผลิต และการแทรกแซงราคาผลผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร รัฐบาลจึงไม่ควรลดงบประมาณในการอุดหนุนภาคเกษตรกรรมตามข้อตกลงการเกษตร เพราะนั่นจะทำให้เกษตรกรรายย่อยของไทยได้รับผลกระทบและไม่สามารถอยู่รอดได้ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
(4) ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณในการสนับสนุนการผลิตเพื่อการพึ่งตนเองของสังคม ชุมชนและประเทศ และควรมีกลไกที่ประชาชนและเกษตรกรสามารถร่วมติดตามและตรวจสอบในนโยบาย โครงการช่วยเหลือด้านต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นด้านเมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต กลไกการพยุงราคา ทั้งในกลไกรัฐที่มีอยู่เดิม (คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร คชก.) และการจัดตั้งกลไกใหม่ เพื่อให้ผลประโยชน์ของโครงการช่วยเหลือต่างๆ นี้ ตกถึงมือเกษตรกรอย่างเป็นจริง และป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นที่เคยเกิดขึ้นในโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา
(5) รัฐบาลควรมีนโยบาย กฎหมาย และมาตรการต่างๆ ในการควบคุม ติดตามและตรวจสอบบริษัทธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ และบริษัทธุรกิจการเกษตรข้ามชาติที่เข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดสินค้าเกษตรในประเทศไทย โดยเฉพาะการเข้าลงทุนทำการเกษตรขนาดใหญ่ การเข้ามาถือครองหรือครอบครองทรัพยากรเพื่อการผลิต เช่น ที่ดิน เมล็ดพันธุ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อปกป้องไม่ให้เกษตรกรรายย่อยของไทย ต้องตกเป็นเบี้ยล่าง และถูกผูกขาดการใช้ทรัพยากรการผลิตโดยบริษัทขนาดใหญ่เหล่านี้
(6) เพื่อฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าอาหารและสินค้าเกษตรในรอบหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเกษตรกรจำนวนมากของประเทศไทยต้องกลายเป็นผู้มีหนี้สินเพิ่มพูนไม่สามารถชำระคืนได้ ต้องสูญเสียทรัพยากรเพื่อผลิตที่สำคัญ อันได้แก่ ที่ดิน (มีเกษตรกรกว่า 1 ล้าน 5 แสนครอบครัวกลายเป็นเกษตรกรไร้ที่ทำกินหรือที่ดินทำกินไม่เพียงพอ) และสูญเสียสิทธิในการใช้ทรัพยากรอันเกี่ยวเนื่องกับการผลิต อันได้แก่ น้ำ ผืนป่า พันธุกรรมท้องถิ่น และทรัพยากรชายฝั่ง รัฐบาลจึงควรดำเนินนโยบายเพื่อฟื้นฟูฐานะเกษตรกร โดยจัดสรรทรัพยากรการผลิตเหล่านี้อย่างเป็นธรรมให้กับเกษตรกร รับรองสิทธิเกษตรกรในฐานะผู้ทำการผลิตให้สังคม และรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรท้องถิ่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่เพื่อประโยชน์ของคนท้องถิ่นและคนในสังคมไทยร่วมกัน
ข้อเสนอเครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชน
ต่อข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา
เสนอต่อ
ตัวแทนรัฐบาลไทยที่เข้าร่วมเวทีเจรจาองค์การค้าโลก
แคนคูน เม็กซิโก
จัดทำโดย
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก
องค์กรความหลายหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย
สิงหาคม 2546
--------
ข้อเสนอของเครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชน
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา
1. รัฐบาลไทยต้องแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองชื่อสายพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ไทย เพื่อให้ประเทศสมาชิกองค์การค้าโลกให้ความคุ้มครองในลักษณะเช่นเดียวกัน
การประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การค้าโลกสองปีที่แล้วที่โดฮา ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าให้มีการขยายการคุ้มครองจากสินค้าประเภทไวน์ และเหล้าออกไปสู่สินค้าเกษตร โดยเสนอมีระบบขึ้นทะเบียนสากลคุ้มครอง ร่วมกับประเทศสมาชิกในองค์การค้าโลกทั้งหมด 146 ประเทศ ถึงแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยนายอดิศัย โพธารามิก จะประกาศถึงผลการประชุมในลักษณะที่เป็นชัยชนะของประเทศไทย แต่ข้อเท็จจริงคือประเทศไทยยังไม่ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว
ตามข้อตกลงในองค์การค้าโลก ข้อที่24 (9) ความว่า ประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกไม่มีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งมิได้รับความคุ้มครองในประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด หรือซึ่งได้รับความคุ้มครองในประเทศที่ระงับไปแล้ว ซึ่งหมายถึง หากประเทศไทยไม่ให้การคุ้มครองสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้ว ประเทศสมาชิกองค์การค้าโลกอื่น ก็ไม่มีหน้าที่หรือพันธกรณีใดที่จะคุ้มครองสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น
ในทางปฏิบัติ การร่างกฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. . ของประเทศไทย ซึ่งเป็นการอนุวัติการตามข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การค้าโลก ในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาเพื่อลงมติในชั้นกรรมาธิการร่วม 2 สภา คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งประเด็นการโต้แย้งที่สำคัญคือ การนิยามความหมายของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
คำว่า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ถูกให้ความหมายว่าหมายถึง ชื่อ สัญลักษณ์ หรือ สิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือแทนแหล่งภูมิศาสตร์ และที่สามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์ดังกล่าว โดยใน มาตรา 5 ได้กำหนดข้อจำกัดในการคุ้มครองว่า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขอขึ้นทะเบียนสำหรับสินค้าใดต้องไม่เป็นชื่อสามัญ
ในขณะที่มาตราที่ 3 ของร่างกฎหมายดังกล่าว กลับนิยามความหมายของชื่อสามัญว่า เป็นชื่อที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือเป็นชื่อเรียกสายพันธุ์พืชหรือสัตว์ การนิยามชื่อสามัญเช่นนี้ส่งผลทันที ทำให้ชื่อพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่มีชื่อเสียงของไทย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหอมมะลิ หรือ ทุเรียนหมอนทอง สุนัขบางแก้ว และ ฯลฯ จะไม่ได้รับการคุ้มครองจากร่างกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพราะอยู่ในข้อยกเว้นไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 5
กรอบการนิยามความหมายของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และชื่อสามัญดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นการนำกรอบมาตรฐานขั้นต่ำที่คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประเทศมาใช้ในการร่างกฎหมาย ทั้งที่ประเทศไทยสามารถขยายกรอบการคุ้มครองออกไปได้ โดยใช้หลักการนิยามความหมายอย่างกว้าง ซึ่งไม่ต้องนิยามความหมายของคำว่า สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นเพียงชื่อพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากแต่ให้หมายรวมถึงความหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยอ้อม ซึ่งแม้ไม่ได้แสดงถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์อย่างชัดแจ้ง หากแต่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นสินค้าที่มาจากแหล่งนั้นได้
ถ้าร่างกฎหมายๆ ฉบับดังกล่าวขยายกรอบนิยามความหมายของคำว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้กว้างขึ้น ก็จะสามารถขยายการคุ้มครองไปสู่ชื่อสายพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรพันธุกรรมไทยในการผลิตสินค้าที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ของไทยในตลาดโลก
เพื่อให้มีการคุ้มครองฐานทรัพยากรพันธุกรรมพืชและสัตว์ของไทย ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากชุมชน รัฐบาลไทยจึงต้องแก้ไขให้ พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ครอบคลุมถึงการคุ้มครองชื่อสายพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ด้วย
ระบบสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตเป็นเครื่องมือของบรรษัทข้ามชาติและประเทศมหาอำนาจในการแย่งชิงและผูกขาดทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งจะถูกนำมาผลิตเป็นพันธุกรรมตัดต่อยีน โดยบรรษัทข้ามชาติและประเทศมหาอำนาจได้ผลักดันให้มีการแก้ไขทบทวนข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา (TRIPs) ในการเจรจาองค์การค้าโลก ให้ใช้ระบบสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
ดังนั้นยุทธศาสตร์ของเครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชน คือการต่อต้านระบบสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบ โดยการมุ่งประสานเครือข่ายชาวนาทั่วโลก และองค์กรพันธมิตรทุกระดับทั้งในประเทศโลกที่สามและประเทศอื่นๆ ในการต่อต้านไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ให้ใช้ระบบสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต โดยยึดถือแนวทางการกำหนดนโยบาย กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาต่อสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมเฉพาะสำหรับแต่ละประเทศ หรือเรียกว่า Sui Generis โดยหลักการดังกล่าวจะต้องรับรองสิทธิเกษตรกรเป็นพื้นฐาน
ในส่วนของพันธุกรรมตัดต่อยีน (จีเอ็มโอ) ยุทธศาสตร์ของเครือข่ายเกษตรกรและภาคประชาชนคือการต่อต้านการใช้ หรือต่อต้านการผลักดันพันธุกรรมตัดต่อยีนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทดลองหรือการกระทำใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะรณรงค์ให้เกษตรกร ผู้บริโภคตื่นตัวต่อปัญหาดังกล่าว เชื่อมกับเครือข่ายทุกประเทศเพื่อให้พันธุกรรมตัดต่อยีนหมดไปในที่สุด
ข้อเสนอต่อการเจรจาในเวทีองค์กรการค้าโลก (WTO) รอบใหม่
ที่แคนคูน เม็กซิโก 10 -14 กันยายน 2546
เครือข่ายด้านสาธารณสุข เอดส์ คุ้มครองผู้บริโภค นักวิชาการ
1. รัฐบาลไทยต้องไม่เปิดเสรีการค้าบริการ โดยเฉพาะบริการทางการแพทย์ ในการเจรจารอบใหม่ที่ แคนคูน ประเทศเม็กซิโก ในเดือนกันยายน 2546 นี้ ทั้งนี้เพราะประชาชนไทยจะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะคนจน เนื่องจาก
2. จุดยืนการเจรจาของรัฐบาลไทย ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่เพื่อปกป้องธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจการเงิน ไม่ควรมีการเจรจาลักษณะ หมูไปไก่มา เช่น เอาสินค้าเกษตรไปแลกกับสิทธิบัตรยา เอาสินค้าเกษตรไปเจรจาแบบทวิภาคีเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษทางการค้ากับประเทศขนาดใหญ่ เช่น อเมริกา หรือสหภาพยุโรป เพราะเป็นเรื่องที่แลกกันไม่ได้ ทั้งสิทธิบัตรยา การทุ่มตลาดสินค้าเกษตร ต่างก็ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ยากจนในประเทศไทยทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าหากยอมเรื่องสิทธิบัตรยาแล้ว เกษตรกรไทยรายย่อยจะไม่ได้รับผลกระทบจากการทุ่มตลาดของประเทศพัฒนาแล้วได้ และจากประสบการณ์การเจรจาลักษณะหมูไปไก่มานี้ ประเทศไทยก็ยังอยู่ในรายการประเทศที่ต้องจับตามอง (watch list) อยู่ดี
3. ประเทศไทยต้องยืนยันไม่ให้มีการกำหนดขอบเขตของโรคใน paragraph 6 ของ ปฎิญญาโดฮา และเห็นตามร่างของ TRIPs Council ซึ่งประเทศทั้งหลายเห็นด้วย ยกเว้นสหรัฐฯ เท่านั้น ที่คัดค้านโดยต้องการกำหนดชื่อโรคในการใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิของประเทศที่ไม่มีศักยภาพในการผลิตยา ให้นำเข้ายาได้แทน จนในที่สุด TRIPs Council ไม่สามารถทำรายละเอียดของ paragraph 6 ของ ปฎิญญาโดฮา เสร็จตามกำหนดเวลา คือ ภายในปี 2002
4. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างจริงจังในการสนับสนุนภาคเกษตรกร แรงงาน และการสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาภายในของประเทศ ดังนี้
เครือข่ายสาธารณสุข
เครือข่ายเอดส์
เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค
นักวิชาการด้านสาธารณสุข