สหภาพยุโรปเดินสายในเอเซีย : ดับบลิวทีโอยังไม่สิ้นหวัง
ชนิดา จรรยาเพศ แบมฟอร์ด
โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส)
เมษายน 2546
จดหมายเชิญระบุว่าวัตถุประสงค์ของการเชิญผู้แทนองค์กรประชาสังคมเข้าร่วมประชุมกับนายปาสคาล ลามี กรรมาธิการด้านการค้าของสหภาพยุโรปครั้งนี้ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้ชี้แจงผลกระทบของการเจรจาในระเบียบวาระว่าด้วยการพัฒนาขององค์การการค้าโลกที่ตกลงกันที่เมืองโดฮา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและประเทศไทย รวมทั้งประเด็นการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ
แต่เนื่องจากผู้แทนจากสถาบันวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็น 1 ใน 3 องค์กรที่เข้าร่วม เตรียมคำถามมาหลายคำถามเกี่ยวกับการเจรจาด้านการเกษตร ซึ่งเพิ่งจะผ่านเส้นตายไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมานี้โดยที่ยังลงมติไม่ได้ และรายงานของสื่อกระแสหลักมักเน้นว่าสหภาพยุโรปเป็นตัวการหลักที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการเจรจา เพราะไม่ยอมลดหย่อนท่าทีลง การประชุมครั้งนี้จึงวนเวียนอยู่กับเรื่องการเกษตรเป็นหลัก
ภูมิหลังของเรื่องนี้ก็คือ สภาวการณ์ในเวทีดับบลิวทีโอที่มีการปักหลักแยกขั้วกันอย่างชัดเจนระหว่างสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น กับสหรัฐอเมริกาและกลุ่มแคร์นส์ ซึ่งนำโดยออสเตรเลีย โดยฝ่ายแรกมีจุดยืนอยู่ข้างการปกป้องเกษตรกรของตน ในขณะที่ฝ่ายหลังยืนยันให้ปลดปล่อยให้การผลิตและการค้าขายสินค้าเกษตรเป็นไปอย่างเสรีให้มากที่สุด เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในกลุ่มแคร์นส์ซึ่งเป็นฝ่ายหลัง นายลามีย่อมเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีที่จะตอบคำถามของรัฐบาลไทย และคงจะเตรียมพกอะไรมาในกระเป๋าเพื่อที่จะหยิบออกมายื่นขอแลกกับสิ่งที่ตนต้องการ
สิ่งที่สหภาพยุโรปต้องการสามารถดูได้จากการที่สหภาพยุโรปผลักดันมาตั้งแต่การประชุมรัฐมนตรีครั้งแรกหลังจากมีการจัดตั้งองค์การการค้าโลกขึ้น ให้เพิ่มประเด็นใหม่ ๆ เข้ามาในการเจรจาได้แก่ การลงทุน การแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล การอำนวยความสะดวกทางการค้า และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ ประเทศไทยเข้าร่วมวงกับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ยื้อเอาไว้มาตลอด จนในที่สุดมาตกลงยอมรับที่จะพิจารณากันในที่ประชุมที่โดฮา เนื่องจากช่วงนั้นเพิ่งจะเกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรดไปสดๆร้อนๆ ทำให้ทุกประเทศคิดว่าควรจะเจรจากันดีกว่ารบกัน มิฉนั้นเศรษฐกิจโลกจะยิ่งตกต่ำลงอีก ทว่าการเจรจาในช่วงหนึ่งปีกว่าหลังจากโดฮา เพื่อวางกรอบของข้อตกลงในประเด็นทั้งหมดข้างต้นมิได้คืบหน้าตามที่สหภาพยุโรปต้องการ เพราะประเทศกำลังพัฒนายังมีท่าทีเดิมคือยื้อเอาไว้โดยการเสนอเงื่อนไขมามากมาย นี่คงจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่สหภาพยุโรปไม่ยอมผ่อนปรนด้านการเกษตร เพราะยังไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการมาแลกกัน ตัวอย่างจะเห็นได้จากการที่นายลามีบ่นให้เราฟังว่า การเจรจาสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่สหภาพยุโรปผลักดันโดยเฉพาะคืบหน้าไปได้เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
นายปาสคาล ลามี ประกาศในที่ประชุมของเราครั้งนี้ว่า สหภาพยุโรปพร้อมที่จะตกลงลดการอุดหนุนการเกษตรภายในประเทศและการอุดหนุนการส่งออกลงร้อยละ 50 และเปิดตลาดเพิ่มขึ้นโดยลดภาษีศุลกากรลง 1 ใน 3 ของอัตราที่ผูกพันไว้เดิม แต่สิ่งที่เรารู้มาก็คือ ข้อเสนอนี้ยังห่างไกลมากกับที่สหรัฐอเมริกาต้องการ คือ เลิกอุดหนุนการส่งออกทั้งหมดภายใน 5 ปี และลดการอุดหนุนภายในประเทศลงให้เหลือเพียง 5% ของมูลค่าของผลผลิต และกำหนดเพดานอัตราภาษีศุลกากรไว้ที่ระดับไม่เกิน 25% ถ้าเทียบกับอัตราภาษีปัจจุบันของสหภาพยุโรป ซึ่งสำหรับสินค้าที่อ่อนไหวบางประเภทเก็บภาษีสูงถึง 90% ย่อมจะเป็นการตัดลดที่รุนแรงเกินไป
พร้อมกันนั้น นายลามีก็พูดปลอบให้ทุกคนหายกังวลว่า อย่าไปตื่นเต้นกับการที่ยังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องของกรอบของข้อตกลงตามกำหนดเวลา เวลาของการเจรจารอบโดฮายังมีอีกเหลือเฟือถึงสิ้นปีหน้า และการเจรจาหลายเรื่องก็คืบหน้าไปแล้ว เช่น การค้าบริการสำเร็จไป 60% แล้ว การเจรจาทบทวนข้อตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์) ก็สำเร็จไปถึง 98% แล้ว คิดว่าส่วนที่เหลือน่าจะเสร็จได้ไม่ยาก ซึ่งนับว่าเป็นการมองโลกในแง่ดีอย่างน่าประทับใจ ในเมื่อเราก็รู้ว่าอีก 2% ที่เหลือมีเจ้าที่ใหญ่ครอบครองอยู่ คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งคงจะไม่ขยับเขยื้อนให้ทางได้ง่าย ๆ แต่อีกนัยหนึ่ง สหภาพยุโรปอาจจะมีอะไรอยู่ในกระเป๋าที่จะซื้อทางได้ คงจะต้องดูกันต่อไป
สิ่งที่นายลามียกขึ้นมาท้วงติงประเทศผู้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะส่งออกสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น เช่น ประเทศไทย ก็คือ ถ้ากลุ่มแคร์นส์ยังยืนยันเอาการเจาะตลาดคนอื่นเป็นสรณะ ประเทศกำลังพัฒนาที่แท้จริงในแง่ของการเกษตร เช่นในอาฟริกา ก็คงจะประสบเคราะห์กรรมด้านความมั่นคงทางอาหารแน่นอนเพราะไม่อาจจะแข่งขันได้ เขาเตือนว่าการประจันหน้าครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐอเมริกา มีประเทศกำลังพัฒนามากมายที่ไม่เห็นด้วยกับจุดยืนของกลุ่มแคร์นส์
นี่ก็เรื่องจริง เรารู้กันอยู่ว่าแม้ในหมู่สมาชิกกลุ่มแคร์นส์เองก็มีความไม่ลงรอยกันอยู่ ในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่เรียกว่ากลุ่มแคร์นส์นี้ มีประเทศกำลังพัฒนาเข้าร่วมอยู่เพียง 14 ประเทศ ที่สำคัญ ได้แก่ บราซิล อาร์เจนตินา อุรุกวัย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอาฟริกาใต้ ขณะนี้ ฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซียได้แตกแถวออกจากจุดยืนของกลุ่มไปแล้ว เพราะต้องการที่จะเน้นปกป้องเกษตรกรของตนจากการถูกสินค้านำเข้าราคาถูกเข้ามาตีตลาดภายใน มากกว่าการไล่เปิดตลาดของคนอื่น
ต่อข้อถามถึงการทุ่มตลาดของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นผลจากนโยบายการเกษตรร่วมที่ทำให้เกิดการผลิตล้นเกินและรัฐช่วยอุดหนุนให้ส่งออกในราคาต่ำกว่าทุน นายลามีเน้นว่าสหภาพยุโรปมีสภาพเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตร ไม่ใช่ผู้ส่งออก เพราะยอดนำเข้าสูงกว่ายอดส่งออกมาก สหภาพยุโรปส่งออกเฉพาะผลผลิตส่วนเกิน และก็ส่งออกในราคาตลาด เมื่อถูกจ้องหน้าด้วยความกังขาในคำตอบ นายลามีก็ยอมรับว่า แน่นอนราคาตลาดก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผลผลิตส่วนเกินที่ทุกประเทศพยายามขจัดด้วยการส่งออก สิ่งที่เขาละไว้ในฐานที่เข้าใจก็คือ นอกเหนือจากประเทศเกษตรอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของโลกคือ สหรัฐอเมริกาแล้ว ประเทศในกลุ่มแคร์นส์ทุกประเทศก็มีส่วนในการนี้ด้วย
นายลามี ผู้ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามีความสามารถในการทำทุกอย่างให้เป็นตัวเลขได้อย่างแคล่วคล่องปาก สรุปว่า นโยบายเกษตรของสหรัฐอเมริกา คือ ปกป้อง 50% อุดหนุน 50% ในขณะที่ยุโรปอาจจะ อุดหนุน 60% อีก 40%ปกป้อง ในขณะที่ญี่ปุ่นอุดหนุนถึง 80% ซึ่งทำให้ยากที่จะปรับตัวหน่อย ที่แน่นอนคือการใช้สัดส่วนมาพูดกันเช่นนี้เป็นการอำพรางปัญหาที่แท้จริง คือ มูลค่ารวมของการอุดหนุนต่อหัวเกษตรกร ซึ่งมีขนาดเป็นหลายสิบเท่าตัวของที่เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาได้รับ ทำให้เกษตรกรประเทศกำลังพัฒนาไม่มีทางจะแข่งขันได้ถ้าต้องลดการปกป้องและเปิดตลาดภายในประเทศของตนอย่างโล่งโจ้งมากขึ้นให้สินค้าที่อุดหนุนกันมาขนาดนี้เข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรี
โดยรวม นายลามี ยืนยันว่าสหภาพยุโรปสนับสนุนแนวคิดเรื่องความมั่นคงด้านอาหารในประเทศกำลังพัฒนา และเสนอแนะว่าประโยชน์ที่ประเทศกำลังพัฒนาน่าจะได้จากการเจรจาการค้าในดับบลิวทีโอควรจะเป็นการขายสินค้าอุตสาหกรรม เช่นสิ่งทอ และอื่นๆ มากกว่าการขายสินค้าเกษตร เขามองว่าการค้าขายสินค้าอุตสาหกรรมระหว่างกันและกันในหมู่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเขาเรียกว่า เส้นทางใต้-ใต้ มีศักยภาพที่จะขยายได้มากถ้าประเทศกำลังพัฒนาตกลงกันได้เรื่องการเปิดตลาด
นอกจากนั้น สหภาพยุโรปยึดมั่นในหลักการพหุภาคีนิยม จึงยังคงคงเลือกที่จะใช้เวทีองค์การการค้าโลกเป็นเวทีเจรจามากกว่าการเจรจาตัวต่อตัวแบบทวิภาคี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเจรจาของสหภาพยุโรปต้องขึ้นกับการตัดสินใจที่บ้านถึง 75% เป็นการตัดสินใจของผู้ที่นั่งโต๊ะเจรจาเพียง 25%
ขณะที่เดินออกจากห้องประชุม เหล่าประชาสังคมไทยที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ มีความคิดเห็นคล้องกันอยู่อย่างหนึ่งคือ การตัดสินใจของประเทศไทยคงจะตรงกันข้ามกับสหภาพยุโรปเป็นแน่ คนที่นั่งโต๊ะเจรจาอาจจะคิดเอาเองถึง 90% ด้วยซ้ำไป คงเป็นด้วยเหตุนี้กระมัง เราจึงไม่เคยได้คำตอบว่า ทำไมประเทศที่ไม่ได้ทำการเกษตรแบบอุตสาหกรรมอย่างเราจึงก้มหน้าก้มตาเดินตามก้นสหรัฐอเมริกากับออสเตรเลียไปเรื่อยๆ