(บทความ)

ห้าปีรัฐธรรมนูญกับเส้นทางการต่อสู้ของคนจน

สุริยันต์ ทองหนูเอียด

ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม กลุ่มเพื่อนประชาชน

 

ก่อเกิดกำเนิดมา…พอลืมตาก็ยากจน

“เราขอทำความเข้าใจต่อเพื่อนร่วมชีวิต ความยากจน ข้นแค้นมาด้วยกันว่า จงอย่างไปสนกับคำว่า ไม่มีทาง เอาเสียเลย อย่าลืมคำว่า ทางก็คือที่-ที่ไม่มีทางมาก่อน และโดยความเป็นจริงที่ปรากฏเช่นนี้ เราจึงต้องรวมพลัง สามัคคี ช่วยกันค้นหาแนวทางและสร้างทางขึ้นมา เพื่อยกกองทัพประชาชน เข้าตีให้ค่าย ธนาธิปไตย และแนวร่วมของพวกมัน แตก กระจาย ถึงขั้นย่อยยับให้ได้ หากเราได้ใช้วิธีจับเข่าคุยกัน ก็จะมองเห็นลู่ทางนำไปสู่ชัยชนะ ซึ่งนั่นคือ ทางรอดอันถาวรของคนจน อย่างแน่นอน”

นี่คือ ส่วนหนึ่งการกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทางรอดของคนจน” โดยพ่อเชื้อ กาฬแก้ว นักสู้เพื่อความเป็นธรรมแห่งลุ่มน้ำตาปี ในฐานะประธานการประชุมก่อตั้งสมัชชาคนจน อันเป็นเครือข่ายองค์กรประชาชน ผู้ได้รับชะตากรรมจากการพัฒนาและแนวนโยบายความลำเอียงแห่งรัฐ และถือว่าเป็นนวัตกรรมการเคลื่อนไหวของคนจนแห่งยุคสมัย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2538 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ซึ่งถือได้ว่าคำกล่าวข้างต้น ได้เข้าถึงใจกลางความทุกข์ยาก และการต่อสู้ของขบวนการประชาชน คนยาก คนจน ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสมากที่สุด ทั้งนี้เพราะว่า นานนับหลายศตวรรษที่ขบวนการประชาชน คนจน ต้องผ่านการต่อสู้บนเส้นทางที่ไม่มีทางให้เดินมาแล้วทั้งสิ้น ถูกปิดกั้นและทำลายมาโดยตลอด

ในอดีตทางเดินของชาวนา ขบวนการประชาชน อับจนและตีบตันยิ่งกว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมากนัก การต่อสู้ในอดีตนอกเหนือจากนิสิตนักศึกษาและปัญญาชนผู้รักความเป็นธรรมแล้ว การเรียกร้องให้อำนาจรัฐแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของคนจน มักถูกป้ายสีให้กลายเป็นผู้ก่อการร้าย และกลุ่มบุคคลที่ไม่ปรารถนาดีหรือไม่หวังดีต่อประเทศชาติ บ้านเมือง ก่อความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ดังเช่นการชุมนุมของกรรมกร ชาวนา ชาวไร่ นับเรือนหมื่น มักได้รับการปฏิบัติจากอำนาจรัฐ ด้วยการตั้งข้อ กล่าวหาเพื่อล้มลายและทำลายมากกว่าแก้ไขปัญหา หรือไม่มีท่าทีที่เป็นมิตรต่อกระดูกสันหลังของชาติ

จากอดีตถึงปัจจุบัน การเรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อปกป้องปากท้องและชีวิตของชุมชนและตนเอง อำนาจรัฐและผู้ปกครองจะพยายามบิดเบือน ป้ายสีและทำลายความชอบธรรมมานับครั้งมิถ้วน และหลายครั้งการต่อสู้ของประชาชน จบลงด้วยการสูญเสียชีวิต สิ้นอิสรภาพ เลือดและน้ำตา ดังปรากฏในประวัติศาสตร์การไล่ล่าสังหารผู้นำชาวนาชาวไร่ กรรมกร แรงงาน นิสิตนักศึกษาในอดีต เป็นต้น

ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นดังข้อสรุปของพ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง ประธานสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือที่กล่าวไว้คล้าย ๆ กันว่า “ตราบใดที่รัฐบาลทุนนิยมยังอยู่ เราไม่มีทางที่จะได้อยู่ดีกินดี ถ้าอำนาจรัฐไม่ได้อยู่ที่มือ เราก็ยังต้องไปอย่างนี้” และคำกล่าวเช่นนี้ก็ได้ถูกพัฒนา ท่ามกลางการชุมนุมเคลื่อนไหวเรียกร้องของขบวนการคนทุกข์ ภาคประชาชน ครั้งแล้วครั้งเล่า นานนับสิบปี และในปลายศตวรรษที่ 21 ก็กลายเป็นวาระประชาชนในการรณรงค์แก้ไขปัญหาความทุกข์ยากร่วมสมัยถึงปัจจุบันว่า

“ประชาชนคือผู้กำหนดอนาคตของตนเอง”

จากปากท้องเฉพาะหน้า...สู่การขับเคลื่อนนโยบาย

ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวไว้ในปี 2543 ว่า

“ความยากจนของโลกปัจจุบันเป็นผลพวงจากนโยบายพัฒนา ซึ่งมหาอำนาจใช้องค์กรด้านการเงิน และการค้าระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือผลักดัน กล่าวโดยสรุปความยากจนที่ปรากฏในสังคมไทยและทั่วโลก เวลานี้เป็นเชิงโครงสร้างไม่ใช่ปัญหาปัจเจก”

ความลำเอียงเชิงนโยบาย และความยากจนอันเกิดจากโครงสร้าง สำหรับขบวนการประชาชน คนยากจนแล้ว นี่คือบทสรุปที่ล้วนผ่านบทเรียนการเคลื่อนไหวบนเส้นทางแห่งความเจ็บปวดมาแทบทั้งสิ้น ดังเช่น คำขวัญของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทยในอดีตก็ชูธง “กฎหมายที่เป็นธรรม” ซึ่งกว่าจะได้มาซึ่งพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ขบวนการชาวนาชาวไร่ในอดีตก็ถูกใส่ร้ายป้ายสีให้เป็นเช่นผู้ก่อการร้ายและถูกเหล่าสมุนทรราชลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยมมาแล้วมากมาย

เช่น ประวัติศาสตร์อันยาวนานแห่งการต่อสู้ของผู้ใช้แรงงาน กว่าจะได้มาซึ่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 เพื่อให้สิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองผลประโยชน์แก่พี่น้องกรรมกร ก็ล้วนแต่ผ่านการเรียกร้องเคลื่อนไหว ชุมนุมประท้วง นัดหยุดงานและสูญเสียผู้นำมานานและนับคนมิถ้วน

กรณีการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อกฎหมายชุมชนแออัด (2521 – 2545) 25 ปีแห่งการสร้างหลักประกันแหล่งที่อยู่อาศัยราคาถูกของคนจนชุมชนเมือง แหล่งที่อยู่ของผู้ใช้แรงงานราคาถูกที่มีบทบาทสำคัญในภาคบริการต่างๆ ของสังคมเมือง แต่กลับถูกมองจากสังคมด้วยความรังเกียจ ว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรม แหล่งอาชญากรรม ชุมชนอยู่ในฐานะโดดเดี่ยว ซ้ำยังตกเป็นจำเลยของสังคมในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ก่อ ขณะที่ประเทศเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ การเจริญเติบโตของเมืองขยายอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้ที่ดินมีสูง เอกชนเจ้าของที่ดินจึงทำการไล่รื้อชุมชน เพื่อนำที่ดินไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้แต่หน่วยงานรัฐ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็นำที่ดินที่ชุมชนอาศัยอยู่มาให้เอกชนเพื่อขับไล่ชาวบ้านทำธุรกิจ

เช่น ถนนย่านอาร์ซีเอ หรือเหตุการณ์สำคัญกรณีชุมชนพร้อมใจ ซอยอ่อนนุช ถูกกำลังตำรวจเข้ารื้อบ้านด้วยความรุนแรง เด็กเล็กผู้หญิงผู้ตำรวจตี ผู้ชายถูกจับ นับเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญชาวชุมชนแออัดอย่างร้ายแรง โดยการเคหะแห่งชาติที่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในเรื่องที่อยู่อาศัยของคนจนชุมชนเมืองก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความแออัดได้ ในที่สุดผู้แทนชุมชนแออัดจาก 93 ชุมชนจากทั่วประเทศประมาณ 150 คน ได้จัดประชุมที่กรุงเทพฯ เมื่อ วันที่ 12 มีนาคม 2532 ก็ได้ข้อสรุปร่วมกันในการเรียกร้องระดับนโยบาย คือ ต้องมีกฎหมายชุมชนแออัด โดยเน้นหลักให้ใช้มาตรการเวนคืนที่ดินจากเอกชน เพื่อการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด อันเป็นปัญหาสาธารณะร่วมกันของสังคม เป็นต้น

ซึ่งกระทั่งบัดนี้กฎหมาย หรือพระราชบัญญัติชุมชนแออัด ฉบับประชาชน ก็ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อประกาศใช้แต่ประการใด ปรากฏการณ์เช่นนี้ย่อมชี้ชัดให้เห็นแล้วว่า การผลักดันกฎหมายของคนจน เพื่อคนจน อันเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทุกข์ยากยาวนานแค่ไหน

ขณะที่กฎหมายของนายทุน คนร่ำรวย เหล่าผู้ครองอำนาจรัฐ เพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เพียงเสี้ยวธุลีเดียว เขาก็สามารถผลักดันกฎหมายผ่านรัฐสภาวันเดียวสามวาระรวดได้

เหล่านี้คือ ความลำเอียงเชิงโครงสร้างนโยบายและการเลือกปฏิบัติเชิงชนชั้นที่ชัดเจนทั้งสิ้น

ร่วมสมัยขับเคลื่อนเขียนกฎหมายคนจน

“ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย กฎหมายก็รับใช้ชนชั้นนั้น”

นี่คือถ้อยแถลง อันเป็นแรงกระตุ้นให้พี่น้องสมัชชาคนจน กว่าสองหมื่นครอบครัวที่เข้าร่วมการชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ 99 วันแห่งมหกรรมทวงสัญญาการแก้ไขปัญหากับรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี หน้าทำเนียบรัฐบาล ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2540 ตัวแทนสมัชชาคนจน 121 คนจาก 121 กรณีปัญหา 6 เครือข่ายกับหนึ่งกลุ่มกฎหมายและนโยบายจากทั่วประเทศ ซึ่งได้คัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับคนจน (ส.ส.ร.คนจน) และนักเรียนโรงเรียนการเมืองอีก 100 คน ได้ร่วมกันเปิดเวทีเขียนกฎหมายคนจน ทั้งในและนอกสถานที่ ทั้งในและนอกที่ชุมนุม บริเวณหน้าวัดเบญจมบพิตร ในห้องเรียน วงสัมมนาของนักวิชาการ องค์กรพันธมิตร ได้ร่วมกันระดมกำลังคิด บทเรียนและประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนจนและข้อมูลความรู้เหล่านักวิชาการและพันธมิตรคนจนอย่างมากมาย

การเขียนกฎหมายโดยชนชั้นชาวนา เกษตรกร กรรมกรและคนจนเมือง ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ สมัชชาคนจน ตั้งปณิธานว่า ในอดีตที่ผ่านมาเหล่าคนจนผู้ด้อยโอกาส ไม่เคยมีโอกาสที่จะได้เขียนกฎหมาย เพื่อคุ้มครองชะตากรรมของตนเอง เพราะในอดีตที่ผ่านมา นักการเมืองเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาเองแล้วก็จะปกป้องผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง กฎหมายที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็เพื่อที่จะรับใช้ผู้ออกกฎหมายเอง กฎหมายรัฐธรรมนูญที่แล้วมา ก็ให้ผลประโยชน์นายทุนผู้กุมอำนาจรัฐมากกว่าคนยากจน

“ในโอกาสนี้ เราอยากเห็นกฎหมายที่เป็นธรรม เข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนจน พิทักษ์ผลประโยชน์ของเราเหล่าคนจน ที่ผ่านมานักการเมืองทุจริตเงินแผ่นดิน ใช้งบ ส.ส. เพื่อหาเสียงมีการประพฤติมิชอบให้เห็นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะการเลือกตั้งและการใช้งบประมาณของแผ่นดินเจตนารมณ์ที่เราเหล่าคนจน ต้องการคือกฎหมายสูงสุดของประเทศต้องรับรองและคุ้มครอง สิทธิชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนอันจะนำไปสู่หน้าที่ ความรับผิดชอบร่วมกันในระดับชุมชน

เราต้องการให้มีการจัดตั้งศาลปกครอง เพราะเมื่อมีศาลปกครองประชาชนจะได้รับความคุ้มครอง ให้ความเป็นธรรม และประชาชนจะได้มีสิทธิฟ้องร้องรัฐหรือหน่วยงานของรัฐได้

เราต้องการให้มีกฎหมายป่าชุมชนที่ให้สิทธิชุมชน ให้มีสิทธิเข้าไปทำประโยชน์ร่วมกันได้ เจตนารมณ์ที่ต้องการกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ประชาชนในการตรวจสอบเพิกถอนนักการเมืองที่ประพฤติมิชอบ”

นี่คำแถลงของสมัชชาคนจนต่อนายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคนจนถึงหน้าเวทีชุมนุมทวงสัญญาเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2540 หน้าทำเนียบรัฐบาล

กล่าวได้ว่าการเขียนรัฐธรรมนูญของคนยากคนจน ในนามสมัชชาคนจนในครั้งนี้ ได้บันทึกเจตนารมณ์และความต้องการของคนจนในการกำหนดชะตากรรมของตนเองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากกคนชั้นกลาง นักวิชาการ ปัญญาชน สื่อมวลชนในสังคมขณะนั้นอย่างมากมาย และยังไม่ปรากฎสังคมไทยจะได้ตื่นตัวให้ความสำคัญมากขนาดนั้นในการแก้ไขปัญหาความยากจน ดังดูได้จาก การบริจาคช่วยเหลือการชุมนุมของสมัชชาคนจนและการเสนอข่าวสารเป็นต้น

ซึ่งหากรัฐบาลหรือผู้ยึดกุมอำนาจรัฐ ณ ขณะนี้สามารถดำเนินการตามข้อเสนอของสมัชชาคนจนได้เกือบทั้งหมดแล้ว ก็จักสามารถแก้ปัญหาตรงใจกลางความยากจนได้อย่างสัมฤทธิ์ผลโดยแท้จริง

หัวใจหลักกฎหมายคนจน รัฐธรรมนูญต้องกินได้

1.หลักแห่งสิทธิและเสรีภาพ

1.1) สิทธิและเสรีภาพของการรวม “กลุ่ม” หรือการจัดตั้ง “องค์กร” ที่ประชาชนร่วมจัดตั้งขึ้น สิทธิที่จะได้รับการรับรองคุ้มครองและได้รับการสนันสนุนงบประมาณจากรัฐ และต้องให้เสรีภาพในการ “ชุมนุม” โดยสงบสันติและปราศจากอาวุธ

1.2) สิทธิชุมชน อำนาจการตัดสินใจการใช้ประโยชน์ การควบคุม การตรวจสอบและระงับ ในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ที่ดิน ที่สาธารณประโยชน์ ป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ทะเล อากาศ และแร่ธาตุ ฯลฯ สิทธิที่จะได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและสมดุล และสิทธิที่จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตในการให้สัมปทาน ตั้งโรงงาน ตั้งนิคมอุตสาหกรรม และโครงการพัฒนาต่างๆ ต้องฟังเสียงชุมชน ชุมชนต้องมีสิทธิรับรู้โครงการต่าง ๆ ของรัฐ ที่จะเกิดในชุมชน และให้ชุมชนมีส่วนในการตัดสินใจ

1.3) สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต้องเปิดเผย และโปร่งใสประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้โดยเฉพาะโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆ ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานราชการต่าง ๆ

1.4) สิทธิในการจัดประชาพิจารณ์ หรือการไต่สวนสาธารณะ ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อดี ข้อเสีย ของโครงการต่าง ๆ ของรัฐและเอกชน

1.5) สิทธิในการร้องทุกข์และได้รับการแก้ปัญหา และสิทธิในการเสนอกฎหมายโดยคนจน

1.6) สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะ

1.7) สิทธิในการดำเนินชีวิต ตามประเพณี ความเชื่อ ศาสนาและวัฒนธรรมของตน

1.8) สิทธิในการจัดการป่าชุมชน

1.9) สิทธิในความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย

2.หลักนโยบายแห่งรัฐ

2.1) รัฐต้องจัดสวัสดิการสังคมให้เกษตรกรอย่างเป็นธรรม

2.2) รัฐต้องจ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหาย ค่าสูญเสียโอกาสให้กับชาวบ้าน อันเกิดจากโครงการการพัฒนาต่าง ๆ ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ โดยให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม และต้องจัดให้มีกองทุนฟื้นฟูชุมชน

2.3) รัฐต้องจัดตั้งกองทุนทดแทน เพื่อคุ้มครองการเลิกจ้าง และ คุ้มครอง เมื่อนายทุนเลิก หรือถอนโครงการ ความปลอดภัยในการทำงาน และโรคที่เกิดจากการทำงาน

2.4) รัฐต้องคุ้มครองสิทธิชุมชนแออัด โดยให้องค์กรชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และการจัดตั้งกองทุนที่อยู่อาศัยคนจนเมือง

2.5) รัฐต้องคุ้มครองและสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ปฏิรูประบบเกษตร การสนับสนุนเกี่ยวกับปัจจัยการผลิต ราคาผลิต เงินทุน หนี้สิน เทคโนโลยี เกษตรแบบยั่งยืนการคุ้มครองพื้นที่เกษตร รวมทั้งการส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้านและสนับสนุนการผลิตทางการเกษตร เช่น เกษตรทางเลือก เกษตรกรรมยั่งยืน

2.6) รัฐต้องปฏิรูปที่ดิน ด้วยการกระจายสิทธิการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม การจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า และใช้มาตรการภาษีจากมูลค่าที่เพิ่มกับนายทุนที่เก็งกำไรที่ดิน ต้องให้สิทธิการครอบครองที่ดินแก่ประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจนเท่าเทียมกับคนรวย

2.7) รัฐต้องคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินคุณภาพชีวิต สาธารณสุขและการบริโภค

2.8) รัฐต้องจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชน

2.9) รัฐต้องป้องกันการผูกขาดการทำลายความมั่นคงทางอาหารของบริษัทข้ามชาติ

2.10) รัฐต้องวางผังเมืองโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยเฉพาะโครงการของรัฐ

2.11) รัฐต้องจัดตั้ง “สภาเกษตรกรแห่งชาติ”

3.หลักแห่งการกระจายอำนาจ

3.1) รัฐต้องกระจายอำนาจการเมืองการปกครอง

3.2) รัฐต้องกระจายอำนาจการเงินการคลัง และกำหนดสัดส่วนภาษีอากร ระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่นชัดเจน

3.3) รัฐต้องการกระจายอำนาจการจัดการศึกษา

3.4) รัฐต้องกระจายอำนาจทรัพยากร

3.5) รัฐต้องกระจายอำนาจในกระบวนการยุติธรรม

4.หลักแห่งองค์กรและกลไกการตรวจสอบ

4.1) ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อกำกับพิจารณากฎหมายที่ร่างออกมาให้ถูกต้องเป็นธรรมและไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ พิจารณาว่ากฎหมายใดขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ พิจารณาควบคุมตรวจสอบ ข้าราชการและนักการเมือง ที่ประพฤติมิชอบ ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเพื่อให้ได้กฎหมายที่ดี มีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงต่อประชาชน

4.2) ศาลปกครอง ที่เป็นอิสระ ประชาชนมีส่วนร่วม ใช้ระบบไต่สวน ทั้งนี้ที่ผ่านมาโครงการของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานราชการ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน แต่ประชาชนไม่สามารถนำมาฟ้องร้องได้ ดังนั้นจึงต้องมีศาลที่จะต้องให้ความเป็นธรรมต่อชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการของรัฐ และให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมพิจารณาตัดสินคดีที่เป็นกรณีพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อความยุติธรรม โดยศาลปกครองต้องเป็นศาลอิสระไม่ขึ้นตรงกับรัฐบาล

4.3) คณะกรรมการจัดการและควบคุมและตรวจการเลือกตั้งทุกระดับ และมีอำนาจเอาผิดกับผู้ทุจริตในการเลือกตั้งด้วย และเป็นอิสระจากระบบราชการโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย

4.4) สำนักงาน ป.ป.ป.แห่งชาติ และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นองค์กรมหาชนอิสระเพื่อป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น เพื่อเป็นการตรวจสอบค่าใช้จ่ายของรัฐ ควรตรวจสอบทั้งรายรับและรายจ่าย

4.5) ผู้ตรวจการรัฐสภาเพื่อเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านได้ เมื่อชาวบ้านมีปัญหาสามารถร้องเรียนต่อผู้ตรวจการรัฐสภาได้

4.6) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คอยช่วยเหลือชาวบ้าน เวลาชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิด้านต่าง ๆ

4.7) การตรวจสอบ ข้าราชการ-นักการเมือง การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในทุกระดับชั้น โดยให้ประชาชนเข้าชื่อกันจำนวนหนึ่งตามความเหมาะสม ถอดถอนนักการเมืองได้

นี่คือ หัวใจหลัก 4 ประการของกฎหมายคนจน อันที่จะไปสู่การปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน

ห้าปีรัฐธรรมนูญกับการแก้ไขปัญหาคนจน

กล่าวได้ว่า ห้าปีนับจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 15 วันที่ 11 ตุลาคม 2540 รัฐธรรมนูญฉบับเพื่อการปฏิรูปการเมืองใหม่ สร้างประชาธิปไตยสำหรับประชาชนนั้น คณุปการสำคัญ ซึ่งสังคมไทยต้องสำนึกร่วมกันว่า สิทธิเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประชาชน ดังปรากฏ ณ ปัจจุบันนี้นั้น ล้วนเป็นมรรคผลจากการแห่งการต่อสู้ การเสียสละของขบวนการประชาชนในอดีตทั้งสิ้น

สำหรับภาคประชาชนแล้ว ห้าปีแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ การเดินเข้าเส้นทางที่ทุกฝ่ายในสังคมกำหนดร่วมกัน ในนามประชาธิปไตย อันมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ

ซึ่งภาคประชาชน คนจน เกษตรกรรายย่อย พี่น้องกรรมกร ประมงรายย่อย ชนเผ่าและผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายเข้าร่วมกับการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญอย่างเอาจรังเอาจัง ตามสิทธิ อำนาจหน้าที่ ตามกลไกการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเต็มที่ ไม่ว่าการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่น การปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ การตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองที่ประพฤติมิชอบ หรือการประชาพิจารณ์ เป็นต้น

แต่ดูเหมือนว่าห้าปีที่ผ่านมา ความพยายามปฏิรูปทางการเมืองของภาคประชาชนเกือบล้มเหลวสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะว่า โครงสร้างอำนาจรัฐเก่าไม่ยินยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวสร้างปัญหาอุปสรรคเสมอมา เสมือนไม่เข้าใจการปฏิรูปการเมือง ไม่เข้าถึงเนื้อหาแห่งรัฐธรรมนูญ ไม่เอาอะไรทั้งสิ้น

ทางกลับกันพวกเขายอมรับการเปลี่ยนแปลงแค่เพียงรูปแบบ ดังเช่น ให้มีการจัดตั้งองค์กรใหม่ทางรัฐธรรมนูญ ภายใต้การควบคุมออกแบบอย่างเต็มที่ หรือการยินยอมให้มีการเลือกตั้งแบบใหม่ ภายใต้วังวนการเมืองน้ำเน่าเช่นเดิม หรือยินยอมให้มีการตรวจสอบบางองค์กร เพื่อประทับตรายางรองรับความชอบธรรมของกลุ่มคนทางการเมืองบางจำพวกเท่านั้น หรือเปิดโอกาสให้มีการเชือดไก่ให้ลิงเป็นครั้งคราว หากแท้โดยเนื้อแท้แล้วยังห่างไกลการปฏิรูปการเมืองเพื่อสร้างประชาธิปไตยของประชาชนมากนัก

ประการที่เลวร้าย ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนขององค์กรประชาชนทั่วประเทศยังล้มเหลว ซ้ำซาก และยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังเล่นการเมืองเพื่อสลายการรวมตัวขององค์กรภาคประชาชน เช่นเดิม ดังปรากฏการปกปิดข้อมูลข่าวสารของทางราชการ การไม่เคารพและรับฟังเสียงของประชาชน หรือการจัดฉากประชาพิจารณ์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ด้วยการจัดหัวคะแนนนักเลือกตั้ง การจัดม็อบชนม็อบ เพื่ออ้างว่า รัฐบาลต้องรับฟังความเห็นทั้งสองฝ่าย ทั้งการแยกสลายทางตรง การปราบปราบโดยชอบด้วยกฎหมายมติคณะรัฐมนตรี เหล่านี้ถือเป็นห้าปีแห่งความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาคนจนทั้งสิ้น

กล่าวโดยสรุปสำหรับรัฐบาลหลังรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว พวกเขายังคงบริหารประเทศด้วยความลำเอียงและเลือกปฏิบัติทางชนชั้นต่อคนยากจน ดุจเช่นหยดน้ำหยาดเดียวกับรัฐบาลทั้งหลายที่ผ่านมา

และนี่คือ บทสรุปที่ชัดเจนของภาคประชาชนคนทุกข์ยาก ว่าการเชื่อมั่นต่อรัฐบาลผู้ครองอำนาจรัฐแล้ว ตราบใดที่ไม่มีการเคลื่อนไหวกดดัน ตราบนั้นอย่าหวังว่ารัฐบาลจะรักษาความมั่นสัญญา และมีแต่การชุมนุมเคลื่อนไหวกดดันเพื่อต่อรองอำนาจรัฐเท่านั้นที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของประชาชนได้

ผิดแผกไปแต่ว่า รัฐบาลปัจจุบัน มอมเมาหลอกลวงประชาชนมากกว่า ยอดเยี่ยมกว่า คอรัปชั่นทางนโยบายยิ่งกว่า สมอ้างและปาวารณาตนว่าช่วยเหลือคนจนยิ่งกว่า ใช้บุคคลที่เก่งกว่าและลุ่มลึกกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะพวกเขาเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของคนจนอย่างใกล้ชิดและสนิทสนมที่สุด

หากแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า แม้พวกเขาใกล้ชิดคนจนแค่ไหน มันก็เพียงแค่รูปแบบ พวกเขาจึงเป็นแค่เทคโนแครตในฐานะหัวหมู่ทะลวงฟันทำสงครามกับคนจน มากกว่าแก้ไขปัญหาคนยากจนอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะหัวใจทั้งหมดของพวกเขาทำการเมืองเพื่อนาย นายอันหมายถึงรัฐบาลนายทุนนิยมผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่นเดิม สัมปทานซื้อขายเพื่อกำไรทางการเมือง หาได้มีสิ่งใดผิดเพี้ยนจากอดีตไม่

สำหรับรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ อันเป็นแหล่งซ่องสุ่มของเหล่านักการเมืองนักเลือกตั้งแล้ว ห้าปีที่ผ่านมาต่อการแก้ไขปัญหาคนจนแล้ว พวกเขามิเพียงไม่เข้าใจเจตนารมณ์และเนื้อหารัฐธรรมนูญ เพื่อการปฏิรูปการเมืองไม่ พวกเขายังคงหลงยุค ยังไม่พร้อมและสอบไม่ผ่าน อ่านรัฐธรรมนูญไม่ออกเสียด้วยซ้ำ

ดังเช่น การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ห้าหมื่นรายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 กรณีร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนและร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันคุ้มครองความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ ปรากฏการณ์ที่ภาคประชาชนได้รับอันเป็นปัญหาอุปสรรคได้แก่

1.ความไม่พร้อมของกลไกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง ภายใต้การเมืองใหม่ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ความไม่พร้อมเช่นนี้ พบทั้งด้านความคิด ความเชื่อของนักการเมืองเกือบทั้ง 700 คนว่า ภาคประชาชนสามารถเขียนกฎหมายโดยไม่ต้องร้องขอนักการเมืองอีกต่อไป

2.การออกกฎระเบียบข้อบังคับของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนการพิจารณากฎหมายยังคงไว้ซึ่งการให้อำนาจนักการเมืองเช่นเดิม การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเพียงแค่ความเมตตาของประธานรัฐสภาเท่านั้น หากใช่บัญญัติที่ต้องกำหนดให้ความสำคัญต่อประชาชนผู้เขียนกฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้นการให้สิทธิประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย จึงเป็นการตัดสิทธิประชาชนโดยระบบเช่นเดิม

3.ทัศนะการไม่ยอมรับการรวมกลุ่มขององค์กรประชาชนต่อการเสนอกฎหมายของคนจน ความไม่เสมอหน้าในการเสนอนโยบาย ท่าทีเช่นนี้กลไกรัฐสภา ยอมรับการแสดงออกของประชาชนเป็นแค่เพียงรูปแบบและสีสัน อันเสมือนดาราประกอบของการพิจารณากฎหมายเท่านั้น การชุมนุมกดกันเพื่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองและปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน จึงเป็นเรื่องการเมืองนอกสภา เช่นเดิม

ปรากฏการณ์เช่นนี้ป่วยการกล่าวถึง กลไกการคุ้มครองสิทธิในการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน มาตรการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินหรือการละเมิดสิทธิตัวแทนภาคประชาชนเลย เพราะกระทั่ง “สิทธิชุมชน” ยังคงเป็นสิ่งแปลกปลอมในหัวสมองของนักการเมืองในระบบรัฐสภาไทยต่อไป

กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่า ห้าปีแห่งการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ภาคประชาชนจะสิ้นไร้ไม้ตอกเอาเสียเลย อย่างน้อยที่สุด การเรียนรู้เพื่อดำรงอยู่อย่างเข้าใจและผลักดันสังคมไทยให้ขับเคลื่อนไหวเป็นข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อแก้ไขปรับเปลี่ยนข้อผิดพลาดจากบทเรียนห้าปีที่ผ่านมา

แม้ประชาธิปไตยของเราจะแก่เฒ่าไป 70 ปีแล้วก็ตาม หากการอ่านออกเขียนได้ทางเมืองสำหรับภาคประชาชนกำลังเติบโต ญัตติสาธารณะ เรื่องวาระประชาชน ได้กำเนิดขึ้นแล้ว และนี่เป็นภารกิจของพวกเราภาคประชาชนต้องผลักดันการปฏิรูปการเมืองเพื่อรัฐธรรมนูญของคนจนที่ต้องกินได้ต่อไป

 

*************************************************