เหตุผล
12
ประการที่ไม่ควรสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
โดย เครือข่ายพิทักษ์แม่น้ำยม
สมัชชาคนจน
เขื่อนแก่งเสือเต้น
ได้สร้างปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยมายาวนานกว่า
20 ปี เกิดจากการที่ไม่มีความชัดเจนเรื่องที่มาของโครงการ
มีการให้ข้อมูลด้านผลประโยชน์ของโครงการสูงกว่าความเป็นจริง
ในขณะที่ผลกระทบทางสังคม
สิ่งแวดล้อม
และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ถูกปิดบังมาโดยตลอด
รายงานนี้ได้ประมวลข้อมูลด้านต่าง
ๆ
ที่เป็นประเด็นสำคัญทั้งจากการศึกษาความเหมาะสมโครงการ
รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ความเห็นของนักวิชาการและหน่วยงานราชการ
ตลอดไปจนถึงการนำเสนอทางเลือกอื่น
ๆ
ในการจัดการลุ่มแม่น้ำยมแทนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
เพื่อให้การตัดสินใจใด
ๆ
เกี่ยวกับโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นมีความรอบคอบ
อย่างน้อยที่สุดก่อนการดำเนินการใด
ๆ
ผู้รับผิดชอบควรจะพิจารณาเหตุผลทั้ง12
ประการดังต่อไปนี้
ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง
1.เขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นเขื่อนในโครงการผันน้ำกก-อิง-ยม-น่านและผลิตกระแสไฟฟ้าได้น้อยมาก
เขื่อนแก่งเสือเต้นเดิมเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ภายใต้โครงการผันน้ำกก-อิง-ยม-น่าน
รับผิดชอบโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
(กฟผ.) โดย กฟผ.ออกแบบไว้เป็น
2 ระยะคือระยะแรกเขื่อน
สูง 72 เมตร
และระยะที่สองจะเพิ่มความสูงขึ้นเป็น
92 เมตร ในปี พ.ศ.2528 กฟผ.ได้โอนให้กรมชลประทานรับผิดชอบโดยให้เหตุผลว่าในระยะแรกเขื่อนแก่งเสือเต้นให้ผลประโยชน์ด้านชลประทานเป็นหลัก
ปัจจุบันแม้ว่าเขื่อนแห่งนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทานก็ตาม
แต่เขื่อนแก่งเสือเต้น
ก็ยังคงเป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าเหมือนเดิม
เขื่อนแก่งเสือเต้นของกรมชลประทานตามที่มีการศึกษาไว้ในรายงานการศึกษาความเหมาะสมประเมินโดยองค์การอาหารและเกษตรโลก(FAO)และธนาคารโลกว่า
เขื่อนแก่งเสือเต้นเมื่อสร้างแล้วคาดว่าจะได้พลังงานไฟฟ้าปีละ
86.5 ล้านหน่วย
จากการติดตั้งกังหันแบบฟรานซิส(Francise
Turbine)และเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง(Install
Capacity) 48 เมกกะวัตต์
เมื่อเทียบกับความต้องการไฟฟ้าของประเทศที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีที่ต้องการกำลังการผลิตติดตั้งปีละ
1,000 เมกกะวัตต์แล้ว
เขื่อนแก่งเสือเต้นจะมีกำลังการผลิตติดตั้งเท่ากับ
0.48 % ของกำลังการผลิตติดตั้งที่ประเทศต้องการเท่านั้น
2.เขื่อนแก่งเสือเต้นแก้ภัยแล้งไม่ได้
การออกแบบเขื่อนแก่งเสือเต้นให้มีการผลิตกระแสไฟฟ้าทำให้เขื่อนแก่งเสือเต้นมีความขัดแย้งด้านวัตถุประสงค์ในตัวเอง
เนื่องจากเขื่อนแก่งเสือเต้นจะมีความสูงหัวออกแบบ(Head)ถึง
52 เมตรจากความสูงเขื่อนทั้งหมด
70 เมตร
ดังนั้นจึงทำให้เขื่อนแก่งเสือเต้นเกิดน้ำตาย(Dead
Storage)มากกว่า 2 ใน 3
ของความจุเขื่อน
ซึ่งไม่สามารถปล่อยน้ำออกมาได้
ทั้งนี้เพื่อยกระดับน้ำในเขื่อนให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้และเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการบริหารน้ำในเขื่อนในปีต่อไป
เขื่อนแก่งเสือเต้น
จึงเปรียบเสมือนการสร้างโอ่งขนาดใหญ่ที่มีก๊อกสูงทำให้หน้าแล้งไม่สามารถปล่อยน้ำเพื่อการชลประทานได้
เพราะต้องเก็บน้ำไว้ผลิตกระแสไฟฟ้าและไม่ให้มีผลเสียต่อการบริหารน้ำในเขื่อนในปีต่อไป
และหน้าฝนเขื่อนก็ป้องกันน้ำท่วมไม่ได้เพราะเขื่อนมีน้ำมากกว่า
2 ใน 3
ของความจุอ่างอยู่แล้ว
3.ป้องกันน้ำท่วมลุ่มน้ำยมและกรุงเทพ
ฯ ไม่ได้
เขื่อนแก่งเสือเต้นมักจะถูกระบุจากกรมชลประทาน
และนักการเมืองบางคนอยู่เสมอว่าสามารถป้องกันน้ำท่วมในเขตลุ่มน้ำยม
(แพร่ สุโขทัย พิษณุโลก
พิจิตร) และกรุงเทพ ฯ ได้
แต่ข้ออ้างนี้เป็นเพียงการฉวยโอกาสจากการเกิดอุทกภัยเพื่อเป็นข้ออ้างในการสร้างเขื่อนเท่านั้น
FAO
และธนาคารโลกได้ระบุไว้ในรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น
( หัวข้อ 9.4 ) ว่า โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นจะควบคุมและลดระดับน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่าง
โดยประโยชน์ในการป้องกันน้ำท่วมนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เป็นที่ราบลุ่ม
(Flood-plain) หรือที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงริมฝั่งแม่น้ำยมได้เพียงแค่พื้นที่ระหว่างสบงาวกับเด่นชัยเท่านั้น
สำหรับพื้นที่ล่างลงมาปัญหาน้ำท่วมไม่ได้เกิดจากแม่น้ำยมแต่เกิดจากลำน้ำสาขาและจากแม่น้ำน่าน
การศึกษาของ FAO
และธนาคารโลกยังระบุว่า
โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละปีเขื่อนแก่งเสือเต้นสามารถป้องกันน้ำท่วมได้เพียง
3.2 ล้านบาท เท่านั้น
4.พื้นที่ชลประทานไม่เป็นจริง
พื้นที่ชลประทาน
385,400 ไร่
ของเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น
เป็นพื้นที่ชลประทานเดิมเกือบทั้งหมด
ดัง
รายละเอียดต่อไปนี้
-100,000
ไร่เป็นพื้นที่ชลประทานเดิมของโครงการแม่ยม
-72,800 ไร่
เป็นพื้นที่ชลประทานเดิม
ตามโครงการสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
26 โครงการ
-ส่วนพื้นที่ชลประทานที่เหลือเป็นพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนที่อยู่ห่างออกไปกว่า
300 กิโลเมตร
ซึ่งไม่มีคลองส่งน้ำจากโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้นแต่อย่างใด
นอกจากนั้นแล้วพื้นที่เหล่านี้น้ำยังถูกควบคุมโดยเขื่อนเจ้าพระยาอยู่แล้ว
5.ผลกระทบต่อระบบนิเวศป่าไม้
พื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ระดับเก็บกักปกติ(258
ม.รทก.)
จะทำให้เกิดน้ำท่วมป่าไม้บริเวณใจกลางอุทยานแห่งชาติแม่ยมจำนวน
53.85
ตารางกิโลเมตรซึ่งเป็นป่าเบญจพรรณที่อุดมไปด้วยไม้สักขึ้นอยู่หนาแน่น
มีการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติของไม้ดีมาก
และมีการขึ้นของไม้สักทองอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะตั้งแต่บริเวณเหนือเขื่อนขึ้นไปด้านป่าแม่ปุง-แม่เป้า
-การศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลที่เสนอต่อธนาคารโลก
ระบุว่าป่าแม่ยมบริเวณที่จะถูกน้ำท่วมจาก
เขื่อนแก่งเสือเต้นผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ส่วนใหญ่ถือว่าเป็นแหล่งไม้สักทองที่สมบูรณ์ที่สุดเพียงแห่งเดียวในไทย
-ดร.วรเรณ
บรอคเคลแมน ระบุว่า
ป่าแม่ยมเป็นป่าสักที่ดีที่สุด
ใหญ่ที่สุดและหายากที่สุดในประเทศ
ไทยและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
-มีพันธุ์สัตว์ที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์หลายชนิดเช่น
นกลุมพู
และนกยูงพันธุ์ไทย
นับได้ว่าเป็นผืนป่าอีกแห่งหนึ่งของประเทศนอกจากป่าห้วยขาแข้งที่มีการพบนกยูง
-การสำรวจของมหาวิทยาลัยมหิดล
พบพรรณพืชในบริเวณที่จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ
430 ชนิดซึ่งเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของพันธุ์ไม้ทั้งหมดเนื่องจากไม้ล้มลุกออกดอกจนร่วงโรยหรือเหี่ยวเฉาไปแล้วในระหว่างการสำรวจ
จำนวนชนิดพรรณพืชที่พบแยกได้ดังนี้คือ
ไม้ยืนต้น 111 ชนิด
-ไม้พุ่มขนาดเล็ก
97 ชนิด เถาวัลย์ 20 ชนิด
ไม้เลื้อย 64 ชนิด
พืชจำพวกเฟิร์น 15 ชนิด
หญ้าและว่าน26 ชนิด
ต้นไผ่ 3 ชนิด กล้วยไม้ 7
ชนิด
และที่สำคัญคือสมุนไพร
135 ชนิด
-ความสูญเสียของป่าแม่ยมถ้าหากมีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
พบว่า
คุณค่าที่สามารถประเมินเป็นเงินได้
(Tangible) กรมป่าไม้พบว่ามีไม้ที่จะถูกตัดออกมีปริมาตรรวม
403,864.67 ลูกบาศก์เมตร
แบ่งออกเป็นไม้สัก 130,944.31
ลูกบาศก์เมตร และ
ไม้กระยาเลย 272,920.36
ลูกบาศก์เมตร
มีมูลค่ารวมถึง 10,751.33
ล้านบาท
สมมติว่าหากเก็บป่าในส่วนนี้ไว้และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์โดยการทำไม้แล้วจะสามารถให้ประโยชน์ไม้ได้เท่ากับมูลค่าปัจจุบันในทุก
ๆ 30 ปี และมูลค่าเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นตลอดเวลาเนื่องจากในปัจจุบันและอนาคตไม้สักเป็นไม้ที่หายากมากขึ้น
-ในแง่คุณค่าที่ไม่สามารถประเมินเป็นเงินได้(Intangible)
รายงาน
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระบุว่า
การสูญเสียป่าไม้
จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเฉพาะถิ่น(Micro
Climate) โดยเฉพาะ อุณหภูมิ
ความชื้น
และรูปแบบการตกของฝน
การสูญเสียแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำยม
นอกจากนั้นนักชีววิทยายังระบุว่าจะทำให้เกิดการสูญเสียแหล่งพันธุกรรมที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่อาจจะประเมินค่าได้โดยเฉพาะการสูญเสียโอกาสการใช้ประโยชน์ทางพันธุกรรมของพืชสมุนไพรกว่า
135 ชนิด
-อ่างเก็บน้ำของเขื่อนแก่งเสือเต้นยังเป็นการทำลายความเป็นอุทยานแห่งชาติแม่ยม
เนื่องจากเอกลักษณ์เฉพาะของอุทยานแห่งนี้ตั้งขึ้นมาตามลักษณะของพื้นที่ที่มีแม่น้ำยมไหลผ่านและลักษณะเด่นที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติแม่ยมนั้นเกิดจากแม่น้ำยม
-ผลกระทบของเขื่อนต่ออุทยานแห่งชาติแม่ยมยังจะเกิดขึ้นมากกว่าที่มีการศึกษาไว้
เนื่องจากการศึกษาของรายงานทุกฉบับกระทำที่ระดับเก็บกักปกติไม่ได้ศึกษาที่ระดับเก็บกักสูงสุดนอกจากนั้นป่าแม่ยมยังจะถูกทำลายเพิ่มเติมจากการสร้างหัวงานเขื่อน
บ้านพักคนงาน
ถนนเข้าสู่หัวงาน และแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูงอ่างเก็บน้ำของเขื่อนแก่งเสือเต้นยังจะทำให้พื้นที่ป่าไม้ตอนบนเหนือเขื่อนถูกตัดขาดเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดทำให้การควบคุมดูแลตรวจตราการบุกรุกทำลายป่าและลักลอบตัดไม้ไม่สามารถปฏิบัติการได้
ในที่สุดป่าไม้เบญจพรรณที่มีไม้สักทองก็จะค่อย
ๆ หมดไป
-ในแง่นโยบาย
การสร้างเขื่อนในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ยมเป็นการขัดแย้งกับนโยบายป่าไม้แห่งชาติ
2535
ที่ต้องการให้มีประเทศไทยมีป่าอนุรักษ์ร้อยละ
25
ของประเทศเพื่อรักษาความสมดุลย์ของระบบนิเวศ
ขณะที่ในปัจจุบันมีป่าอนุรักษ์เหลืออยู่เพียงร้อยละ
14 เท่านั้น
-การสร้างเขื่อนในอุทยานแม่ยมยังเป็นการขัดแย้งหลักการการจัดการลุ่มน้ำที่ห้ามมีการก่อสร้างหรือเปลี่ยนแปลงสภาพป่าต้นน้ำชั้น
1A
-แม้ว่ากรมชลประทานระบุว่าจะทำการปลูกป่าเพิ่มเติมมากกว่าที่ถูกทำลายไป
2 เท่า แต่กรมชลประทานยังหาพื้นที่ที่จะปลูกป่าชดเชยไม่ได้
ที่สำคัญการสร้างป่าให้สมบูรณ์เหมือนสภาพป่าแม่ยมจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลจนไม่สามารถคำนวณได้
ความล้มเหลวของการปลูกป่าของกรมป่าไม้ในโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติจนต้องมีการทบทวนนโยบายนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดีว่า
ไม่ว่าใคร ก็ตาม(รวมทั้งนักสร้างเขื่อนด้วย)ไม่สามารถสร้างป่าให้เหมือนธรรมชาติขึ้นมาได้
6.ผลกระทบต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำยมตอนล่าง
การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะเป็นสาเหตุสำคัญต่อการสูญเสียที่ราบลุ่มแม่น้ำยม
(Yom River Flood-plain)
ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ(Wetland)ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศคือมีบริเวณถึง
312,500 ไร่(500
ตารางกิโลเมตรและได้ขึ้นทะเบียนตามข้อตกลงว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติหรืออนุสัญญาแรมซาร์(The
Convention on Wetlands of International Importance Especially as
Waterfowl Habitat-the Ramsar Convention)
ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับบึงสีไฟ
จ.พิจิตร
ภายหลังการสร้างเขื่อนสิริกิติ์เนื่องจากน้ำที่ปล่อยออกจากเขื่อนจะถูกบังคับให้ไหลไปตามคลองชลประทานแทนแม่น้ำผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ถ้าหากที่ราบลุ่มแม่น้ำยมถูกทำลายก็คือ
-การสูญเสียปุ๋ยธรรมชาติที่เคยพัดพามากับน้ำจะทำให้เกษตรกรต้องใช้ปุ๋ยเคมีแทนซึ่งจะทำให้
ผลผลิตต่อไร่ของชาวนาสูงขึ้น
-การเกิดปัญหาการขาดแคลนแหล่งเติมน้ำใต้ดินให้กับที่ราบลุ่มเจ้าพระยาและ
กทม/
-การทำลายแหล่งประมงธรรมชาติของชาวบ้านที่ดำรงมาตั้งแต่โบราณครั้งกรุงสุโขทัยเมื่อ
700 ปีที่แล้วซึ่งกองสิ่งแวดล้อมกรมประมงเรียกว่าการประมงน้ำหลากหรือการประมงน้ำท่วม
ที่เมื่อถึงฤดูฝนน้ำในแม่น้ำลำคลองเอ่อท่วมท้องนา
ปลาจะว่ายขึ้นไปผสมพันธุ์วางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนในท้องทุ่งนาประมาณว่าที่ราบลุ่มแม่น้ำบึงต่าง
ๆ
สามารถให้ผลผลิตปลาปีละ
10 กก./ไร่ หรือปีละประมาณ 3,125,000
กิโลกรัม
ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับครัวเรือนของชาวบ้าน
-ทำลายแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะถิ่นที่อยู่อาศัยของนกน้ำนานาชนิด
เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองน้ำขาว
ในเขต อ.บางระกำ
-ทำให้เกิดอุทกภัยมากขึ้น
เนื่องจากการควบคุมน้ำทางตอนบนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินมีการพัฒนาทางโครงสร้างพื้นฐานง่ายขึ้น
ทำให้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำยมและหนองน้ำต่าง
ๆ
เสื่อมสภาพซึ่งจะนำไปสู่การสูญเสียหน้าที่
ของพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำยมในการป้องกันน้ำท่วมที่เป็นที่พักน้ำต้องหมดไป
และจะนำไปสู่การเกิดอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาและกรุงเทพ
ฯ มากขึ้นเนื่องจากน้ำไหลลงสู่พื้นที่ทางตอนล่างเร็วขึ้น
7.ความไม่ปลอดภัยของเขื่อน
-ปัญหาแผ่นดินไหว
เขื่อนแก่งเสือเต้นจะถูกสร้างขึ้นในเขตรอยเลื่อนแพร่(Phrae
Fualt Zone)ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีจัดให้อยู่ในเขตเสี่ยงภัยในการเกิดความเสียหายจากแผ่นดินไหวในระดับปานกลาง(โซน
2) เขตรอยเลื่อนของเปลือกโลกนี้กรมอุตุนิยมวิทยาได้รวบรวมข้อมูลพบว่า
ระหว่างปี พ.ศ.2520-2538
เกิดแผ่นดินไหวถึง 71
ครั้ง
แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงเกิดขึ้นถึง
4 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 22-23
ธันวาคม 2523 มีขนาด 4 และ 4.2
ตามมาตราริคเตอร์ตามลำดับ
บริเวณศูนย์กลางอยู่ที่เด่นชัย
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2532
ขนาด 4.2 ตามมาตราริคเตอร์
บริเวณศูนย์กลางอยู่ที่
อ.ปง จ.พะเยา และล่าสุดเมื่อวันที่
9 ธันวาคม 2538
บริเวณศูนย์กลางอยู่ที่สูงเม่น
จ.แพร่ห่างจากที่ตั้งเขื่อนประมาณ
50 กิโลเมตร มีขนาด 5.1
ตามมาตราริคเตอร์
ตามด้วยการเกิดแผ่นดินไหวในลักษณะอาฟ-เตอร์ช็อคอีก
6 ครั้ง
รอยเลื่อนที่เกิดการเคลื่อนตัวครั้งนี้เป็นรอยเลื่อนที่มีความยาว
80 กิโลเมตร วางตัวขนานกับแม่น้ำยมตั้งรับกับเขื่อนแก่งเสือเต้นพร้อมทั้งมีรอยเลื่อนของเปลือกโลกแยกออกไปพาดผ่านเขื่อนแก่งเสือเต้นพอดี
การศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี
ซึ่งไม่ค่อยมีการกล่าวถึงก็คือ
มีรอยเลื่อนที่มีพลังห่างจากที่ตั้งเขื่อนแก่งเสือเต้นออกไป
31
กิโลเมตรทางทิศตะวันตก
เป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่มีนัยสำคัญอันอาจก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด
7
ตามมาตราริคเตอร์ขึ้นได้
การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นบนเขตรอยเลื่อนของเปลือกโลกนั้นนอกจากจะทำให้เขื่อนเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้นแล้ว
การกักเก็บน้ำของเขื่อนขนาด
1,175 ล้านลูกบาศก์เมตร์(หรือประมาณ
1,175 ล้านตัน)จะทำให้เมื่อน้ำเป็นตัวการลั่นไก(Trigering)นำไปสู่การเกิดแผ่นดินไหวหนักยิ่งขึ้นได้
ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลาย
ๆ เขื่อน
-ปัญหาดินถล่ม
การศึกษาของกรมทรัพยากรธรณีพบว่า
บริเวณด้านตะวันออกของอ่างเก็บน้ำห่างจากที่ตั้งเขื่อน
5.2 กิโลเมตร
จะเกิดการพังทลายขึ้นได้ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวในบริเวณใกล้เคียงมีขนาดมากกว่า
6 ตามมาตราริคเตอร์
การพังทลายนี้มีปริมาตรดินและหินประมาณเกือบ
20 ล้านลูกบาศก์เมตรและอาจก่อให้เกิดคลื่นน้ำ
ณ
บริเวณที่ตั้งเขื่อนสูงถึง
28
เมตรจากระดับเก็บกักปกติหรือสูงจากสันเขื่อน
23 เมตร
ซึ่งจะทำให้อ่างเก็บน้ำมีอายุการใช้งานสั้นลง
การพังทลายอาจก่อให้เกิดคลื่นน้ำที่อาจทำความเสียหายต่อเขื่อนและโครงสร้างประกอบ
ตลอดจนทรัพย์สินของประชาชนทางด้านท้ายน้ำ
8.ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เนื่องจากราคาของเขื่อนที่สูงขึ้น
ราคาค่าก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นมีแนวโน้มว่าจะสูงมากขึ้นเมื่อมีการก่อสร้างจริง
ดังจะเห็นได้ว่าในปี พ.ศ.2538
ราคาค่าก่อสร้างที่ผ่านสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สสช.)
3,593.8 ล้านบาท แต่ที่ ครม.อนุมัติเมื่อวันที่
19 พฤศจิกายน 2539 เพิ่มเป็น 4,083
ล้านบาท อย่างไรก็ตามราคาของเขื่อนอาจเพิ่มขึ้นถึง
10,000 ล้านบาทได้ เนื่องจาก
-การออกแบบให้เขื่อนแก่งเสือเต้นรองรับแผ่นดินไหวจากที่เคยออกแบบไว้
0.1g เป็น 0.31g (ค่า g
คือค่าออกแบบต้านทางแผ่นดินไหว)
ตามที่กรมทรัพยากรธรณีแนะนำ
ซึ่งจะทำให้ต้องใช้งบประมาณเพื่อให้เขื่อนแข็งแรงถึง
3 เท่า
-การป้องกันผลกระทบจากแผ่นดินถล่มโดยการลดระดับน้ำใต้ดิน
ตามข้อเสนอของกรมทรัพยากรธรณี
-การปรับปรุงฐานรากโดยการขุดลอกชั้นดิน
การอัดฉีดหินปูน
และการเจาะหลุมระบายแรงดันน้ำบริเวณอุโมงค์ระบายน้ำ
กรมทรัพยากรธรณี
ประเมินว่าค่าใช้จ่ายนี้จะเพิ่มขึ้น10%ของค่าใช้จ่ายของงานโยธาการติดตั้งเครื่องมือต่าง
ๆ
เพื่อความปลอดภัยของเขื่อนเช่น
เครื่องมือวัดการเคลื่อนที่ของมวลดิน
ตามข้อเสนอของกรมทรัพยากรธรณี
-ค่าชดเชยทรัพย์สินและการอพยพของชาวบ้านเชียงม่วน
-ค่าแก้ไขผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(Mitigation
Cost)อื่น ๆ
ที่จะตามมาภายหลัง เช่น
ค่าใช้จ่ายในการ
ลดการกัดเซาะของดิน
การเพิ่มหน่วยพิทักษ์ป่า
การเฝ้าระวังไฟป่า
การปลูกป่าทดแทน ฯลฯ
ราคาของเขื่อนที่จะสูงขึ้นนี้จะทำให้ในแง่เศรษฐศาสตร์แล้ว
เขื่อนแก่งเสือเต้นไม่มีความคุ้มที่จะก่อสร้างแต่อย่างใด
ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเขื่อนขนาดใหญ่
4 เขื่อน คือ
เขื่อนศรีนครินทร์งบประมาณเพิ่มขึ้นจากที่
ครม.อนุมัติ 1,800
ล้านบาทเป็น 4,623 ล้านบาท
เขื่อนเขาแหลมงบประมาณเพิ่มขึ้นจากที่
ครม.อนุมัติ 7,711
ล้านบาทเป็น 9,100 ล้านบาท
เขื่อนบางลางงบประมาณเพิ่มขึ้นจากที่
ครม.อนุมัติ 1,560 ล้านบาท
เป็น 2,729.2 ล้านบาท
เขื่อนปากมูลงบประมาณเพิ่มขึ้นจากที่
ครม. อนุมัติ 3,880
ล้านบาทเป็น 6,600 ล้านบาท
ทั้งนี้สาเหตุของงบประมาณที่เพิ่มมหาศาลของเขื่อนทั้ง
4
นี้เกิดจากปัญหาทางธรณีวิทยาทั้งสิ้น
9.อายุของเขื่อนที่สั้น
แม่น้ำยมเป็นแม่น้ำที่มีอัตราการพังทะลายของหน้าดินสูงเนื่องจากมีหินที่ถูกกัดเซาะได้ง่าย
ทำให้
เป็นแม่น้ำที่มีการตกตะกอนสูงที่สุดสายหนึ่งของประเทศซึ่งจะเป็นสาเหตุให้เขื่อนแก่งเสือเต้นมีอายุใช้งานสั้นลง
ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา
นุตาลัย
แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย(AIT)ระบุว่า
แม่น้ำยมเป็นแม่น้ำที่มีการตกตะกอนมากกว่า
540 ล้านตัน/ปี
ซึ่งจะทำให้เขื่อนแก่งเสือเต้นมีดินเต็มปริมาตรออกแบบเก็บกกตะกอนของเขื่อนภายใน
20 ปี
ทำให้เขื่อนมีอายุการใช้งานสั้นลงถึง
30 ปี
จากที่คาดว่าเขื่อนจะมีอายุการใช้งาน
50 ปี
10.ผลกระทบต่อชาวบ้าน
อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งเสือเต้น
จะท่วมพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านกว่า
2,700 ครอบครัว ในเขต ต.สะเอียบ
อ.สอง จ.แพร่
และแอ่งเชียงม่วนในเขต
อ.เชียงม่วน จ.พเยา
กรมชลประทานได้นำเสนอตัวเลขชาวบ้านที่จะถูกอพยพเพียง
620 ครอบครัว ใน 3
หมู่บ้านของ ต.สะเอียบเท่านั้น
ซึ่งเป็นตัวเลขที่ศึกษามาตั้งแต่ปี
2535
และศึกษาที่ระดับเก็บกักปกติ(258
ม.รทก.)
ขณะที่เขื่อนแก่งเสือเต้นเก็บกักน้ำที่ระดับสูงสุด
262.7 ม.รทก.(เขื่อนสูง 263 ม.รทก.หรือ
70 เมตร)
ซึ่งเป็นระดับออกแบบเพื่อป้องกันน้ำท่วม
การปกปิดผลกระทบที่แท้จริงต่อการอพยพชาวบ้านของเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้นก็เพื่อที่จะลดกระแสคัดค้านของชาวเชียงม่วน
ซึ่งเป็นกลเม็ดของนักสร้างเขื่อนที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในหลายเขื่อน
การไม่ยินยอมให้มีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นของชาวบ้านนั้นมีพื้นฐานจากการที่ชาวบ้านเรียนรู้ประสบการณ์จากชาวบ้านที่ถูกอพยพจากการสร้างเขื่อนต่าง
ๆ
ที่ผ่านมาที่ล้วนแต่ประสบกับความล้มเหลว
ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล
เขื่อนสิริกิติ์
เขื่อนศรีนครินทร์
เขื่อนอุบลรัตน์
เขื่อนสิรินธร เขื่อนเขาแหลม
เขื่อนเชี่ยวหลาน
เขื่อนปากมูล ฯลฯ
การบีบบังคับให้ชาวบ้านอพยพจากถิ่นฐานเดิม
การไม่รับฟังความเห็นของชาวบ้าน
ตลอดไปจนถึงการไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจึงเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนที่ขัดแย้งกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่
8 ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
11.ความไม่เป็นธรรมในสังคม
กรมชลประทานมักอ้างเสมอว่า
สร้างเขื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน
แต่แท้จริงแล้วเขื่อนก็คือตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม
ความไม่เป็นธรรมในสังคมไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่คนกลุ่มหนึ่งต้องการน้ำและไม่ต้องการน้ำ(ท่วม)
แล้วผลักภาระไปให้คนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
การสร้างเขื่อนซึ่งทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่อุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนรวมและใช้ภาษีของประชาชนนั้นทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อคนส่วนใหญ่ในสังคมอีกด้วย
ประการแรก
ความเป็นจริงในสังคมไทยก็คือ
ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในการถือครองของนายทุน
โดยคนไทย 90% (50 ล้านคน
หรือร้อยละ 83.33
ถือครองที่ดินรวมกัน 50
ล้านไร่หรือมีที่ดินเฉลี่ยไม่ถึงคนละ
1 ไร่ ขณะที่คนอีก 10% (10ล้านคน)
ถือครองที่ดิน 97 ล้านไร่
ด้วยอัตราการถือครองเช่นนี้ที่ดินส่วนใหญ่ใต้เขื่อนจึงไม่ได้อยู่ในมือของชาวนา
(และไม่ยกเว้นในกรณีของลุ่มน้ำยม)
การสร้างเขื่อนที่อ้างว่าเพื่อหาน้ำให้ชาวนานั้นแท้จริงแล้วประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับนายทุนที่ดินมากกว่า
นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมยิ่งสร้างเขื่อนชาวนาก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม
ก่อนการสร้างเขื่อนสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ
การปฏิรูปที่ดินท้ายเขื่อนให้กับชาวนาก่อนเพื่อเป็นหลักประกันว่าโครงการที่ใช้ภาษีของประชาชนจะตกกับคนส่วนใหญ่
แต่ก็ไม่มีเขื่อนแห่งไหนที่ปฏิรูปที่ดินท้ายเขื่อนก่อนการก่อสร้าง
ประการที่สอง
การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเพื่อนำน้ำไปให้พื้นที่เอกชน
385,000 ไร่ แต่ต้องสูญเสียพื้นที่ป่าของรัฐ(หรือส่วนรวม)อย่างน้อยที่สุด
45,000 ไร่นั้น
เท่ากับเป็นการสร้างหลักการที่ว่าใครมีที่ดินจำนวนหนึ่งก็จะมีสิทธิในการใช้ที่ดินจากส่วนรวมเพิ่มขึ้นอีก
13% (เพื่อนำไปสร้างอ่างเก็บน้ำ)
ซึ่งประชาชนส่วนรวมก็ต้องสูญเสียป่าไปเรื่อย
ๆ
ส่วนใครที่ไม่มีที่ดินก็ไม่มีสิทธิได้ประโยชน์จากการใช้พื้นที่รัฐอีก
13%
12.ทางเลือกอื่นในการจัดการลุ่มแม่น้ำยมโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
ข้อจำกัดที่สำคัญของนักสร้างเขื่อนก็คือ
การพิจารณาแต่เพียงว่ามีหุบเขาที่ไหนที่สร้างเขื่อนได้ก็จะเสนอโครงการสร้างเขื่อนทันที
โดยไม่ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมทางนิเวศวิทยา
ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
และความไม่เป็นธรรมหรือความขัดแย้งในสังคม
นั่นคือข้อจำกัดอย่างยิ่งของวิศวกร
กรณีของเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้นเป็นตัวอย่างได้ดี
ความจริงแล้วปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมในเขตลุ่มแม่น้ำยม
ประการหนึ่งเกิดจากสภาพของลุ่มน้ำในเขตร้อนที่จะต้องมีฤดูแล้ง-ฤดูฝน
ที่สำคัญแม่น้ำที่มีที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง(Flood-plain)
คือสัญญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่ธรรมชาติของแม่น้ำได้สร้างให้กับมนุษย์
แต่ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งจนสร้างความเสียหายรุนแรงนั้นเกิดขึ้นจากผลพวงมาจากการทำลายธรรมชาติ
การตั้งถิ่นฐานผิดที่
การใช้ที่ดินผิดประเภทและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม
ในการเสนอให้สร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหานี้นอกจากจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริงแล้ว
ผลที่ตามมาจากการที่เขื่อนไปทำลายธรรมชาติก็จะยิ่งเกิดปัญหารุนแรงมากยิ่งขึ้นเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ได้อย่างเสียอย่างและก่อให้เกิดผลกระทบในระยะยาวจึงไม่ใช่การพัฒนา
ในการจัดการลุ่มแม่น้ำยมแนวความคิดหลักที่ควรจะนำมาพิจารณาคือ
การจัดการโดยใช้แนวทางทางภูมินิเวศวิทยา
การจัดการน้ำแบบใหม่
และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ซึ่งมีวิธีอื่น ๆ
ที่เป็นทางเลือกอีกมากมายโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนดังต่อไปนี้
การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ
ลุ่มแม่น้ำยมมีพื้นที่ป่าไม้น้อยมากเมื่อเทียบกับลุ่มน้ำอื่น
ๆ ของประเทศ
เนื่องจากการทำลายป่าที่ต่อเนื่องมากว่า
1 ศตวรรษ
นับแต่การเข้ามาของชาติตะวันตกที่เข้ามาสัมปทานทำไม้ในสมัยรัชกาลที่
5
การให้สัมปทานทำไม้แก่เอกชนของรัฐบาลไทย
ต่อเนื่องมาจนถึงการทำไม้เถื่อนในปัจจุบัน
ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดการไร้เสถียรภาพของลุ่มน้ำ
ดังที่ UNESCO
ได้ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างป่าไม้กับน้ำว่า"น้ำที่ปล่อยออกมาจากบริเวณที่รองรับน้ำฝนที่มีป่าไม้จะมีปริมาณไม่เกิน
1-3% ของปริมาณน้ำฝนที่ตก
แต่เมื่อป่าถูกทำลายน้ำที่ถูกปล่อยออกมาสู่แม่น้ำจะมีปริมาณถึง
97-98% เลยทีเดียว"การฟื้นฟูป่าไม้(โดยการประกาศป่าชุมชน
ป่าอนุรักษ์ ปลูกป่า ฯลฯ)นับเป็นแนวทางหนึ่งที่จะฟื้นฟูเสถียรภาพให้กลับคืนมา
การขุดลอกตะกอนแม่น้ำ
แม่น้ำยมและลำน้ำสาขาต่าง
ๆ
ในปัจจุบันเสื่อมโทรมลงเนื่องจากการทับถมของตะกอน(ซึ่งเป็นผลมาจากการที่แม่น้ำยมมีหินที่กัดเซาะได้ง่าย
การทำลายป่าไม้
และการใช้ที่ดินที่ไม่ถูกต้อง)
ทำให้แม่น้ำยมไม่สามารถรองรับน้ำในฤดูน้ำหลากและเก็บน้ำในฤดูแล้งได้
การขุดลอกตะกอนจะสามารถฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาทำหน้าที่แม่น้ำตามธรรมชาติได้
การฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยม
ที่ราบลุ่มแม่น้ำยม
ในปัจจุบันถูกคุกคามอย่างหนักเนื่องจากการเข้าไปตั้งชุมชนและเมืองของมนุษย์จนทำให้ที่ราบลุ่มแม่น้ำยมไม่สามารถทำหน้าที่ป้องกันน้ำท่วมได้และทำให้ความเสียหายจากน้ำท่วมมีความรุนแรงมากขึ้น
การฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำยมสามารถทำได้โดย
-ขุดลอกคูคลองที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำกับหนองบึง
-การยกถนนให้สูงขึ้นหรือเจาะถนนไม่ให้กีดขวางทางน้ำ
-การสร้างบ้านเรือนให้อย่างน้อยที่สุดชั้นล่างสุดต้องสูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุด
-การแนะนำให้เกษตรกรการปลูกพืชอายุสั้น/พันธุ์ข้าวขึ้นน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
-การกำหนดให้เป็นเขตเสี่ยงภัยจากน้ำท่วม
-การหยุดยั้งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำยม
-การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้เหมาะสม
เช่น เป็นที่ท่องเที่ยว
เป็นแหล่งประมง
เขตอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสอดคล้องกับระบบนิเวศ
ไม่เกิดความขัดแย้งในสังคม
ใช้งบประมาณไม่มากประชาชนมีส่วนร่วมได้ในทุกระดับแล้ว
ยังสามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ทางตอนล่างลงมาตลอดจนถึงกรุงเทพฯ
ได้
เนื่องจากที่ราบลุ่มแม่น้ำยมเป็นที่พักน้ำที่สามารถพักน้ำไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกันถึง
500-1,500 ล้านลูกบาศ์กเมตร(มากกว่าแก่งเสือเต้นเสียอีก)
ตัวอย่างในการใช้ที่ราบลุ่มแม่น้ำในการป้องกันน้ำท่วมก็คือ
U.S.Army Corp. of Engineer ได้ใช้ที่ราบลุ่มแม่น้ำชาร์ลส์(Charles
River Flood-plain)
ในมลรัฐแมสซาซูเส็ทท์ในการป้องกันน้ำท่วมหลังจากการศึกษาพบว่า
ที่ราบลุ่มแม่น้ำชาร์ลส์พื้นที่
3,800 แฮคแตร์(23,750 ไร่
หรือเล็กกว่าที่ราบลุ่มแม่น้ำยม
15 เท่า)ช่วยป้องกันน้ำท่วมได้
จากการที่เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่
40% ได้เกิดความเสียหายจากน้ำท่วมเพิ่มขึ้นเสียหายถึงปีละ
3 ล้านเหรียญ
และคาดว่าถ้าหากมีการพัฒนาพื้นที่ทั้งหมดแล้ว
ความเสียหายจากน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นได้ถึงปีละ
17 ล้านเหรียญ
ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมนี้
U.S.Army Corp. of Engineer
ได้ใช้งบประมาณเพียงปีละ
1.9
ล้านเหรียญในการฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำชาร์ลส์
การฟื้นฟูที่ราบลุ่มแม่น้ำชาร์ลส์นอกจากแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว
ยังสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้
โดยที่ราบลุ่มแห่งนี้สามารถเป็นแหล่งน้ำตื้นใต้ดินตอบสนองน้ำอุปโภคบริโภคในชุมชน
60 แห่งที่มีประชากรรวม 750,000
คน
การจัดการทางด้านความต้องการ(Demand
Side Management)
ในปัจจุบันลุ่มแม่น้ำยมมีระบบชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลาง
24 แห่ง ระบบชลประทานขนาดเล็ก
220 แห่ง บ่อน้ำตื้น 240 บ่อ
และระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้าของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน
26 แห่ง
รวมพื้นที่ชลประทาน 1,117,465
ไร่
ระบบชลประทานเหล่านี้ล้วนแต่มีประสิทธิภาพต่ำ
กล่าวคือ
ประสิทธิภาพเฉลี่ยระบบชลประทานของกรมชลประทานมีเพียง
35%
ส่วนระบบสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้ามีประสิทธิภาพเฉลี่ย
57%
ขณะที่ประสิทธิภาพระบบชลประทานทั่วโลกเฉลี่ย
64% การจัดการด้วย DSM
โดยการซ่อมบำรุงระบบชลประทานที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ
การสนับสนุนให้เกิดกลุ่มผู้ใช้น้ำ
การให้ความรู้แก่ผู้ใช้น้ำจะสามารถทำให้เหลือน้ำจำนวนมาก
เฉพาะระบบของกรมชลประทานถ้าใช้ระบบ
DSM จะเหลือน้ำถึง 101
ล้านลูกบาศก์เมตร
เทียบเท่ากับปริมาณในการอุปโภคบริโภคของคนในลุ่มแม่น้ำยมถึง
7.6 ล้านคน
การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก
ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มแม่น้ำยมสามารถดำเนินการได้โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กตามที่มีรายละเอียดในแผนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก
ซึ่งจัดทำโดย
กรมการปกครอง
กระทรวงมหาดไทยแผนดังกล่าวสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้โดยใช้งบประมาณเฉลี่ยแล้วหมู่บ้านละประมาณ
3 ล้านบาทเท่านั้น
การพัฒนาระบบประปา
การขาดแคลนน้ำในเมืองใหญ่
ๆ
โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ความต้องการน้ำมีสูง
ไม่ได้เกิดจาก การขาดน้ำดิบเท่านั้น
แต่เกิดจากระบบการผลิตน้ำประปาของการประปาภูมิภาคไม่เพียงพอ
ตัวอย่างเช่น
เมืองสุโขทัยขาดแคลนน้ำประปาในฤดูแล้งเพราะระบบการผลิตน้ำประปามีความสามารถในการผลิตน้ำประปาเพียง
60 %
ของความต้องการน้ำประปาสูงสุดในฤดูแล้ง
การขยายระบบการผลิตน้ำประปาจะสามารถช่วยในการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคในเมืองใหญ่ได้อย่างไรก็ตามการรณรงค์ให้มีการประหยัดน้ำในฤดูแล้งก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น
6
กันยายน 2545