(รายงาน "โจเบิร์ก" ฉบับที่ 4 - 5 ;2 ก.ย.45)

โวหารมุ่งมั่น ประเด็นสำคัญถูกเมินเฉย กฎ WTO สู่ความยั่งยืน

(เนื่องในการประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน(WSSD) จากโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ระหว่างวันที่ 26 ส.ค. - 4 ก.ย. 2545)

ในที่สุด การประชุมสุดยอดว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (WSSD) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้นำประเทศ 103 ประเทศเข้าร่วมประชุม ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้คือ เป็นการแสดงโวหารว่า จะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาความยากจน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยตั้งอยู่บนสามเสาหลักคือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ผู้นำประเทศส่วนใหญ่ ยังเชื่อมั่นในลัทธิการค้าเสรี ว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาความยาก และการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม มีผู้นำประเทศบางส่วนที่ไม่เชื่อมั่นกับระบบการค้าเสรี ในกรณีของประธานาธิบดีนามิเบีย ถึงกับชี้หน้าผู้เข้าร่วมประชุมว่า วิพากษ์ New Partnership for Africa’s Development (NEPAD) ซึ่งเป็นกลไกการผลักดันแอฟริกาทั้งทวีปเข้าสู่ตลาดโลกระลอกใหม่ว่า เป็นการล่าอาณานิคมยุคใหม่ เหตุใดแอฟริกาต้องเป็นทาสตลอดไป ทั้งที่แอฟริกาเป็นทวีปที่เป็นทาสมาตลอดในประวัติศาสตร์ หรือเพราะทวีปนี้เป็นทวีปที่ยากจน

ภายหลังจากคำปราศรัยของประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ นายมาเบกิ และนายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการ สหประชาชาติ ได้มีการสลับฉากให้ผู้แทนเยาวชน จากหลากสัญชาติขึ้นมากล่าวถ้อยคำที่เด็กๆเหล่านั้น ต้องการส่งถึงผู้นำที่มาเข้าร่วมประชุม เยาวชนเหล่านี้ตั้งคำถามได้แหลมคมมาก เช่น พวกท่านสนใจแต่เรื่องเงิน และผลประโยชน์ของพวกท่าน หรือพวกท่านห่วงใยอนาคตของพวกเรา โจรทำผิดกฎหมายยังถูกจับกุมคุมขัง แต่ทำไมบางประเทศทำผิดกลับไม่ถูกลงโทษ (ผู้สังเกตการณ์ให้ความเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้หมายความถึงประเทศอื่นใด นอกจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ที่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม) พวกท่านกำลังสมคบคิดกันเพื่อทำลายดาวเคราะห์ดวงนี้หรือเปล่า ซึ่งเรียกเสียงปรบมือได้กึกก้องจากบรรดาผู้นำประเทศและผู้เข้าสังเกตการณ์

เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงโค้งสุดท้าย (2-4 กันยายน) อันเป็นช่วงที่มีความสำคัญที่สุด เพราะบรรดาผู้นำประเทศจะต้องมาร่วมให้ความเห็นชอบกับผลการเจรจาหลัก 2 ชิ้น คือ แผนปฏิบัติการณ์ (Plan of Implementation) และคำประกาศทางการเมือง (Political Declaration) แต่ปรากฎว่า การเจรจาเนื้อหาและถ้อยคำในแผนปฏิบัติการณ์ดังกล่าวซึ่งต่อเนื่องมาจากการประชุมเตรียมการครั้งที่ 3 ที่นิวยอร์ค ในเดือนมีนาคม ต่อเนื่องจนถึงการเตรียมการระดับรัฐมนตรี ครั้งสุดท้ายที่บาหลี และต่อเนื่องมาอีกกว่าสัปดาห์ ณ โจฮันเนสเบิร์ก ก่อนการเดินทางมาถึงของผู้นำประเทศต่างๆ ก็ยังไม่แล้วเสร็จ

ประเด็นที่ค้างคาสุดท้ายก็คือ เรื่องพลังงาน แม้ว่าทางคณะผู้จัดการประชุมสุดยอดจะยอมถอดประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศออกไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อหวังว่าจะเป็นแรงจูงใจให้ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาร่วมประชุม แต่ก็ล้มเหลว สหรัฐอเมริกาส่งแค่รัฐมนตรีต่างประเทศมาร่วมประชุมเท่านั้น ขณะที่ประเด็นพลังงานที่เหลืออยู่ กลับถูกปู้ยี่ปู้ยำโดยกลุ่ม JUSCANZ ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอก ขัดขวางไม่ให้มีการกำหนดเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาก็เมินเฉยต่อเสียงเรียกร้องของทุกฝ่ายให้รับผิดชอบต่อการก่อมลภาวะของโลกและเป็นตัวการก่อภาวะโลกร้อนมากที่สุด โดยปฏิเสธการให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต

สำหรับคำประกาศทางการเมืองที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าน่าจะมีเนื้อหาที่สะท้อนความมุ่งมั่นของประเทศต่างๆ ที่จะเป็นหลักประกันของการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต ปรากฏว่าฉบับที่เผยแพร่วันนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากทุกฝ่าย แม้กระทั่งผู้นำประเทศ เพราะคำประกาศทางการเมืองดังกล่าวถูกร่างขึ้นโดยใครก็ไม่ทราบได้ ไม่มีตัวแทนประเทศใดเคยรับรู้มาก่อน ทำให้เกิดการประท้วง จนนายมาเบกิต้องประกาศว่าจะมีการเจรจาเป็นการภายใน แต่อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะการประชุมเหลือเพียง 2 วันเท่านั้น

ขณะที่เนื้อหาของคำประกาศทางการเมือง เป็นการพูดในเรื่องกว้างๆแบบไม่มีเป้าหมายใดๆเลย เมื่อเทียบกับคำประกาศทางการเมืองที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่จะมอบภารกิจการพัฒนาที่ยั่งยืนไปที่ภาคธุรกิจเอกชน โดยประเด็นความรับผิดชอบและการควบคุมพฤติกรรมบรรษัทข้ามชาติกลับอ่อนมากๆ

ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า หากผลการเจรจาการประชุมสุดยอดได้เพียงเท่านี้ ไม่มีความคืบหน้า ซ้ำยังถอยหลัง เสียเวลาและทรัพยากรที่ผู้นำประเทศทั่วโลกต้องเดินทางมาร่วมเจรจา

สำหรับเนื้อหาโดยรวมของแผนปฏิบัติการณ์ที่ผ่านไปแล้ว ได้แก่ ประเด็น Precautionary Principle ถูกขวางอย่างหนักจากกลุ่ม JUSCANZ เพราะประเด็นนี้ หากถูกบรรจุในผลการประชุม จะเป็นการคุมกำเนิด GMOs อย่างแน่นอน ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงขวางอย่างไม่ลดละ ขณะที่ Common but Differentiated Responsibility ทั้ง กลุ่มสหภาพยุโรปและ JUSCANZ จะยอมก็เฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงเท่านั้น จะต้องไม่ก้าวเลยไปถึงประเด็นด้านสังคมและเศรษฐกิจ เพราะนั่นจะส่งผลให้ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งบริโภคและทำลายล้างทรัพยากรโลกมาก่อนด้วยอัตราที่มากกว่า จะต้องรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการให้เงินสนับสนุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจุดยืนของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่คือ “ไม่เพิ่มเด็ดขาด มีแต่จะลดลง” หากต้องการเงินเพิ่มให้ไปร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน

กลุ่ม JUSCANZ ยังขวางเต็มตัวกับข้อเสนอของเอ็นจีโอที่ต้องการให้เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น 10 % ในปี 2007

ประเด็นเรื่องน้ำ และพลังงาน ถูกวางกรอบให้ภาคธุรกิจเอกชน เข้ามาแปรรูปและใช้กลไกการตลาดและราคาเป็นตัวกำหนด

ขณะที่ประเด็นใหญ่ที่สุดอีกประเด็นในการต่อรองคือ บทที่ว่าด้วย การค้าและการเงิน (Trade and Financing) ซึ่งกลุ่มสหภาพยุโรปและ JUSCANZ ผลักดันเนื้อหาใหม่เข้ามาก่อนการประชุมสุดยอดจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่วัน และกดดันให้ประเทศอื่นๆยอมรับ ซึ่งเนื้อหาใหม่นี้ ถูกวิจารณ์ว่าแย่กว่าเนื้อหาที่เจรจาต่อรองกันที่ บาหลี เพราะระบุว่า ไม่ว่ากิจกรรมใดๆก็ตามที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืน อนุสัญญาต่างๆ (MEA) และแม้แต่การนำไปสู่ Millenium Development Goal ก็ต้องสอดคล้องกับกฎขององค์กรการค้าโลก (WTO)* เท่านั้น เช่นเดียวกับเรื่องการลดหนี้ ที่เนื้อหาแย่ยิ่งกว่าการประชุมการเงินเพื่อการพัฒนาที่มอนเทอร์เรย์ ที่เคยยอมรับว่าปัญหาการชำระหนี้ของประเทศกำลังพัฒนาทั้งประเทศที่ยากจนและประเทศที่มีฐานะปานกลาง จนทำให้ไม่มีงบประมาณเหลือไปพัฒนาประเทศเป็นปัญหาหนักที่ต้องได้รับการช่วยเหลือปลดหนี้จากประเทศและสถาบันเจ้าหนี้

ในประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมของบรรษัทข้ามชาตินั้น แม้กลุ่ม G77 และจีน แข็งขันที่จะให้มีกฎหมายระหว่างประเทศออกมาควบคุมพฤติกรรมบรรษัทข้ามชาติ ขณะที่สหรัฐอเมริกาคัดค้านอย่างหนัก สุดท้าย กลุ่มสหภาพยุโรปดันให้ใช้การให้คำนิยามใหม่ของความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Accountability) แทนการให้มีกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อสังเกตทิ้งท้าย ประเด็นปัญหาป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ ถูกพูดถึงน้อยมากในการประชุมครั้งนี้ เมื่อเทียบกับการประชุมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทั้งที่ปัญหาป่าไม้ถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรง เช่นเดียวกับการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ อันเนื่องมากจากการพัฒนาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน การทำเหมืองแร่ สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้กลับเน้นหนัก ที่การใช้ทรัพยากรเหล่านี้ในการสนับสนุนและขยายการเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

ศรีสุวรรณ ควรขจร

คณะทำงานวาระประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน

2 กันยายน 2545

หมายเหตุ สามารถติดตามข่าวการประชุม W$$D ได้จาก website เหล่านี้

Sustainable Development Issues Network http://www.sdissues.net

Green Oscars Awarded http://www.earthsummit.biz

Eco http://www.earthjustice.org , http://www.anped.org

UNEP http://www.earthsummit2002.org