(บทความ)
ชนวนเหตุที่ดินใต้ระอุ
สำนักข่าวประชาธรรม
กรณีกระทรวงมหาดไทยระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ตชด. สมาชิก อส. จำนวนกว่า
1 พันนายเข้าสลายม็อบเกษตรกรชาวใต้
3 จังหวัดได้แก่ จ.กระบี่
สุราษฎร์ธานี
และนครศรีธรรมราชในนามเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน
พร้อมกับการจับกุมแกนนำและชาวบ้านอีกจำนวน
12 คน เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ผ่านมาที่จ.กระบี่
นับเป็นภาพสะท้อนการหมักหมมปัญหาที่ดินของรัฐบาล
ท่ามกลางการโฆษณาชวนเชื่อว่าจะแก้ปัญหาคนจนให้หมดภายใน
6 ปี
และจะจัดสรรที่ดินทำกินแก่เกษตรกรอย่างพอเพียง
รายงานข่าวจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจนระบุว่าเหตุที่เกษตรกรทั้ง 3 จังหวัดจำนวนเกือบ 2,000 ราย ต้องกลับเข้าไปชุมนุมในที่ดินของนายทุนสวนปาล์มอีกครั้ง โดยครั้งนี้เกษตรกรเข้าไปชุมนุมในที่ดินของบริษัทไทยร่วมพัฒนาสวนปาล์ม จำกัด ณ ต.เขาแขน อ.ปลายพระยา เป็นเพราะว่ารัฐบาลรับปากว่าจะแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมในการดำเนินการตรวจสอบสัญญาเช่าภายใน 15 วัน พร้อมกับยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินของนายทุนสวนปาล์มที่หมดอายุสัญญาเช่า หรือทำผิดสัญญา เพื่อนำมาปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกร โดยมีเงื่อนไขว่าทั้งนายทุนและชาวบ้านจะต้องถอยออกจากพื้นที่ แต่ปรากฎว่าครบกำหนดระยะเวลา 15 วันแล้ว กลับไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ฝ่ายนายทุนยังละเมิดข้อตกลง หลังจากที่ชาวบ้านออกจากสวนปาล์มหมดแล้ว นายทุนกลับเข้าครอบครองพื้นที่เหมือนเดิม ดำเนินการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยไม่สนใจข้อตกลง มีเจ้าหน้าที่รัฐสนับสนุน เมื่อชาวบ้านไปพบเข้ากลับถูกยิง แต่โชคดีที่กระสุนผิดเป้า จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
นอกจากนี้ขั้นตอนการแก้ไขปัญหายังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนทั้ง ๆ ที่ตามมติ ค.ร.ม.เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ระบุว่าการตั้งคณะกรรมการจะต้องมีสัดส่วนตัวแทนของภาคประชาชน แต่ปรากฎว่าหน่วยงานราชการกลับกีดกันตัวแทนของภาคประชาชนโดยอ้างว่าตัวแทนภาคประชาชนไม่ใช่คนในพื้นที่ ดังนั้นจึงมีแต่ตัวแทนภาครัฐและนายทุนเป็นฝ่ายตรวจสอบพื้นที่ จึงเป็นเหตุให้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจึงต้องเข้ายึดพื้นที่อีกครั้ง เพราะกลไกการแก้ไขปัญหาไร้ประสิทธิภาพนั่นเอง
ย้อนกลับไปเหตุที่ทำให้เกษตรกรชาวใต้ 3 จังหวัดรุกตรวจสอบที่ดิน นับจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้วนั้น เนื่องจากพบว่านายทุนสวนปาล์มครอบครองที่ดินจำนวนนับหมื่นไร่นั้นเช่าที่ดินเป็นเวลานานถึง 20- 30 ปี ติดต่อกัน แย่ไปกว่านั้นยังจ่ายค่าเช่าแค่ไร่ละไม่กี่สิบบาทต่อปีอีกด้วย และบางรายหมดสัญญาเช่าแล้วก็ยังลักไก่ครอบครองที่ดินอยู่ก็มี นอกจากนี้ยังมีนายทุนต่างชาติแฝงอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น บริษัทน้ำบี้พัฒนาการเกษตร และบริษัทกุ้ยหลิมพัฒนาการเกษตรไทย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการชาวมาเลเซียยื่นคำขอเช่าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบางเบา และป่าคลองเชียตบริษัทละ 20,000 ไร่ ในอัตราไร่ละ 20 บาทต่อปี ระยะเวลาเช่านานถึง 15 ปี (ตั้งแต่ปี 2527-2542) บริษัทเกษตรน้ำมันไทย จำกัด เช่าพื้นที่ป่าย่านยาว เขาวง และป่ากระชุม อ.พระแสงจำนวน 8,250 ไร่ตั้งแต่ปี 2536 2566 รวมระยะเวลา 30 ปี เฉพาะพื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทเอกชนเช่าทำสวนปาล์ม 13 ราย รวมพื้นที่ถึง 125,327 ไร่ และพบว่ามีถึง 11 บริษัทที่เช่าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหลายแปลง โดยที่หมดอายุสัญญาเช่าแล้ว แต่บริษัทกลับดำเนินการครอบครองและทำประโยชน์ในพื้นที่เหมือนเดิมและขยายพื้นที่นอกเหนือสัญญาเช่าด้วย (ข้อมูลจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน)
ดังนั้นสิ่งที่เกษตรกรชาวใต้เรียกร้องคือ ให้มีการเร่งรัดตรวจสอบสัญญาเช่าที่ดินของบริษัทเอกชนอย่างจริงจัง และให้มีการยกเลิกสัญญาเช่ากรณีที่หมดสัญญาเช่าแล้ว ส่วนที่ลักไก่ครอบครองที่ดินทั้ง ๆ ที่หมดสัญญาเช่า ภาครัฐก็ต้องเข้าไปจัดการ เพราะความจริงแล้วถือเป็นการเอาเปรียบอย่างหนัก เนื่องจากกลุ่มนายทุนที่ครอบครองที่ดินแทบไม่ต้องลงทุนกับที่ดินเลย กลับได้ผลประโยชน์จากการปลูกปาล์มน้ำมันขายปีละหลายสิบล้าน
ที่ดินที่เอกชนเช่าในเขต 3 จังหวัดภาคใต้มีหลายประเภท ได้แก่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติ ที่ดินราชพัสดุ ที่ดินนิคมสหกรณ์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคใต้เสนอว่ากรณีตรวจสอบแล้วพบว่าพื้นที่หมดอายุสัญญาเช่า ให้ยุติการต่อสัญญาเช่า ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่หมดอายุสัญญา แต่หากผิดเงื่อนไข เช่นบุกรุกครอบครองเกิน ให้นำที่ดินดังกล่าวมาปฏิรูปให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ ไม่มีที่ดินทำกิน หรือไม่พอเพียง โดยใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ปี 2511 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
ส่วนกรณีพื้นที่ที่ยังไม่หมดอายุสัญญาเช่า และปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญา ก็มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาทบทวนกรอบการดำเนินงาน กรอบเวลาของการอนุญาต กรอบค่าเช่าที่เหมาะสมเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
วิชาญ เพชรรัตน์ เกษตรกรชาวสุราษฎร์ เล่าถึงเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรชาวใต้ต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบที่ดินนายทุนที่ครอบครองเป็นจำนวนหมื่นไร่ว่า เป็นเพราะเกษตรกรบางส่วนล้มเหลวจากอาชีพประมงเพราะโดนกลุ่มเรืออวนรุน อวนลากทำลายทะเลน้ำตื้น ซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวประมงไปหมด บางส่วนก็ไม่มีที่ดินทำกิน หรือมีก็ไม่พอแบ่งกันทำกินในแต่ละครอบครัว เช่นเดียวกับเกษตรกรภาคเหนือ
หากรัฐบาลลองเปิดใจกว้างรับฟังคนใต้ และแก้ปัญหาอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่การแถลงข่าวหาเสียงไปวัน ๆ เหตุการณ์คงไม่ปะทุจนรุนแรงเช่นนี้.
12-18 ตุลาคม 2546
|