(บทความ)
อีกมุมหนึ่งของการแปรรูป
วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
กลางปี 2546 พ่อฟอง อายุ 65 ปี ชายชราจากบ้านคันไร่ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูน พาลูกสาว ลูกเขยจากหมู่บ้านริมน้ำมูนเข้ากทม. หลังจากที่การชุมนุมครั้งล่าสุดของชาวปากมูนที่หน้าทำเนียบฯ เมื่อเดือนมกราคม 2546 ถูกผู้ว่ากทม. กวาดต้อนกลับบ้าน ด้วยข้อหาผิดพ.ร.บ. ว่าด้วยความสะอาดของกทม. และรัฐบาลปฏิเสธไม่ทำตามงานศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่ให้เปิดประตูน้ำตลอดทั้งปีเป็นเวลา 5 ปี ขึ้นไปเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ และชุมชนลำน้ำมูน
ปัจจุบัน พ่อฟองทำงานรับจ้างกวาดขยะ ที่ตลาดแห่งหนึ่งในกทม. ลูกสาวและลูกเขย ทำงานเป็นยามรักษาความปลอดภัย ทิ้งลูกน้อย 3 คนไว้ให้ยายเลี้ยงตามลำพัง ลูกสาวลูกเขยพ่อฟองไม่ได้กลับบ้านเยี่ยมลูกเป็นปีแล้ว ด้วยไม่สามารถลางานได้ จากคำบอกเล่าของยาย ลูกสาวอายุ 4 ขวบซบหน้ากับตักแม่ใหญ่(ยาย) เกลือกกลิ้งร้องไห้หาแม่แทบทุกวัน เขาและเธอก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขยันขันแข็ง เก็บเงิน และเพื่อให้ลืมคิดถึงลูกและบ้าน สองมือของพ่อฟองเข็นรถขยะเพื่อนำไปทิ้ง ใจเหม่อลอยคิดถึงหลานๆ และแม่ใหญ่ที่บ้านด้วยความห่วงกังวล หวังว่าเพื่อนบ้านรุ่นเดียวกันที่ยังหลงเหลืออยู่ จะช่วยกันเป็นหูเป็นตา ยามเจ็บป่วยหรือเดือดร้อน เมื่อวานเด็กสาวกว่า 10 คนจากหมู่บ้านเดียวกัน ที่มาพักอยู่ด้วยชั่วคราว ก็เพิ่งเดินทางไป จ.ระยอง เพื่อรับจ้างปลูกต้นไม้
ชะตากรรมของคนริมน้ำมูน ดำเนินไปเสมือนสายน้ำที่ถูกสะกดให้หยุดนิ่งหน้าประตูน้ำขนาดใหญ่ 8 บาน ที่ตั้งตระหง่านขวางลำน้ำมูน ความทุกข์เข็ญที่สะสมจ่อมจมลงดั่งตะกอนพิษและของเสียทั้งหลาย ที่สะสมพอกพูนอยู่หน้าเขื่อน ลำน้ำมูนที่เคยใสสะอาดดื่มกินได้ มีกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่ว ฝูงปลาและสัตว์น้ำนานาชนิด สูญหายไปนานแล้ว เหลือเพียงแต่เชื้อโรค พยาธินานาชนิด ที่แผ่กระจายทั่วลำน้ำ เด็กๆ ถูกสอนไม่ให้เล่นน้ำที่ริมมูน ด้วยกลัวความเจ็บป่วยที่ติดมากับลำน้ำ
พ่อฟอง พูดถึงการต่อสู้ที่สันเขื่อนและหน้าทำเนียบรัฐบาลอย่างกระตือรือล้น พ่อไม่เคยลืมบทเรียน และความเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้รับจากผู้มีอำนาจ ในการต่อสู้คัดค้านเขื่อนปากมูนที่ยาวนานกว่า 13 ปี พ่อจะไปร่วมอีกนะ ถ้ามีการชุมนุมอีกมาตามพ่อด้วย พ่อจะขอลางานเขาสักพัก
พ่อฟองเป็น 1 ในนักวิจัยไทบ้าน ที่งานศึกษา วิจัยเพื่อการฟื้นฟูธรรมชาติลุ่มน้ำมูน เมื่อปี 2544-2545 จากการที่รัฐบาลทักษิณยอมทดลองเปิดประตุน้ำ 1 ปี เป็นงานวิจัยชาวบ้านที่คู่ขนานกับงานวิจัยของรัฐบาล ที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี งานวิจัยของพ่อฟอง ได้รับรางวัลชนะเลิศ งานวิจัยชุมชนดีเด่น จากมูลนิธิสาธารณสุขเพื่อการพัฒนา งานวิจัยของพ่อฟองชี้ให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำมูน ในอดีตก่อนสร้างเขื่อน และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายสุขสงบของชาวบ้าน ที่สำคัญ คือ การพึ่งตนเองของชุมชนปากมูน ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาวะ
การทดลองเปิดประตูน้ำเพียง 1 ปี (หลังจากปิดอย่างยาวนานมากว่า 10 ปี) ชี้ให้เห็นถึงการฟื้นคืนมาของธรรมชาติและชุมชนอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่งานวิจัยของม.อุบลฯก็ระบุชัดเจนถึง การผลิตไฟที่ไม่คุ้มค่าของโรงไฟฟ้าเขื่อนปากมูล เมื่อเทียบกับพลังงานไฟฟ้าสำรองที่มีอยู่อย่างล้นเหลือถึง 40 % (มาตรฐานทั่วโลก 15 %) ดังนั้น นักวิชาการจำนวนมากจึงออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการผลิตไฟ และเปิดประตูน้ำให้ชาวบ้านนับหมื่นครอบครัวได้พึ่งพาลำน้ำมูนต่อไป แต่ความเห็นของชาวบ้านและนักวิชาการควรจะพิมพ์เก็บไว้ในห้องสมุดมากกว่า
ทุกวันนี้ พ่อฟองยังกล้าใฝ่ฝันถึงวันที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตสงบสุขริมน้ำมูนอีก ท่ามกลางฝูงปลาที่อุดมสมบูรณ์ และลูกหลานพร้อมหน้า ตั้งหม้อแกงไว้ พอน้ำเดือดก็จะได้ปลามาใส่พอดี ยังเป็นคำพูดติดปากทุกครั้งเมื่อพูดถึงความอุดมสมบูรณ์ในอดีตของลุ่มน้ำมูน พ่อฟองเล่าว่า พ่อได้เขียนเป็นสมุดเล่มโตบรรยายถึงฝูงปลานานาพันธุ์ ที่อพยพขึ้นล่องระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูน การจับปลาด้วยเครื่องมือต่างๆตามฤดูกาล ผักป่าสมุนไพรต่างๆที่ขึ้นริมน้ำมูนในฤดูแล้ง วิถีชีวิตของชาวบ้านตามจารีตประเพณีของชาวปากมูน เก็บไว้ในตู้ที่หัวเตียง ช่วยเอาไปพิมพ์เก็บไว้เด้อ พ่อฟองพูดเหมือนอาจจะไม่ได้กลับบ้านอีก แน่ละ ความตายเป็นสิ่งที่กำหนดไม่ได้เช่นเดียวกับการเกิด พ่อกลัวว่าจะตายก่อนที่การต่อสู้สิแล้ว (แล้ว-ในที่นี้หมายถึงการเปิดประตูน้ำถาวรเพื่อคืนธรรมชาติ) ชายชราและหญิงชราจำนวนมากที่เข้าร่วมการต่อสู้ ก็พูดเช่นนี้ เราจึงเห็นข่าวคราวของการชุมนุมเรื่องเขื่อนปากมูนอยู่บ่อยๆ ผู้ที่มีกำลัง ทำงานเลี้ยงปากท้อง ผู้เฒ่าทำงานรักษามรดก มูน การชุมนุมเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจสั่งเปิดประตูน้ำปากมูน ดูเสมือนเป็นงานประจำ เป็นภารกิจหลักของชาวบ้านปากมูนบางส่วนไปแล้ว
พ่อใหญ่พรหม อายุ 79 ปี ยังปีนขึ้นต้นมะขาม เพื่อเก็บมะขามหวานที่ปลูกไว้กว่า 20 ไร่ ในที่ดินที่จับจองไว้ ทุกวัน พ่อพรหมต้องเก็บรวบรวมมะขามใส่เข่งใบใหญ่ หาบขึ้นรถโดยสาร เพื่อเดินไปขายตามที่ต่างๆ พ่อใหญ่พรหมอยู่กับแม่ใหญ่คำ 2 คน ตายายกับหลานสาวตัวน้อย 2 คน ที่ลูกชายลูกสะใภ้ทิ้งไว้ให้เลี้ยง ลูกชายทำงานเป็นช่างทำกุญแจอยู่ใต้ทางด่วนย่านคลองเตย พ่อพรหมเป็นชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี (ตั้งห่างจากเขื่อนปากมูน 20 กม.) พ่อพรหมต้องเข้าป่าจับปืนร่วมกับชาวบ้านอีกหลายคน เพราะบ้านและที่นาถูกน้ำท่วมจนสิ้นเนื้อประดาตัว ตามนโยบายการพัฒนาพลังงานเมื่อปี 2514 พ่อพรหมออกจากป่า พร้อมภรรยา แต่ลูกชาย ๓ คนเสียชีวิตอยู่ในป่า จากการสู้รบ เหลือคนสุดท้องที่เป็นช่างทำกุญแจ พ่อพรหมวางปืนและจับจอบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพลิกผืนดินอันแห้งแล้งเป็นสวนมะขาม หลังออกจากป่า เมื่ออายุเริ่มต้น 60 ปี พ่อพรหมกับเมียและลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ ทำงานอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปี 2537 พ่อพรหมร่วมกับชาวบ้านเขื่อนสิรินธร 300 คน ถูกสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง ในการเรียกร้องให้ชดเชยที่ดินจากน้ำท่วม คำสัญญาที่จะดูแลผู้เสียสละเพื่อการพัฒนา เป็นเพียงลมปากที่บูดเน่าไปนานแล้ว ของผู้มีอำนาจทุกยุคทุกสมัย
3 วันก่อน พ่อพรหมจุดไฟเผาหญ้าในทุ่งนา ไฟลามไปติดสวนผลไม้ของคนมีเงินที่อยู่ข้างๆ ลุกลามไปหลายไร่ เจ้าของสวนมาเจรจาเรียกค่าเสียหายถึง 3 แสนบาท พ่อใหญ่พรหมต้องปีนต้นมะขามเก็บขายอีกกี่ปี จึงจะได้เงิน 3 แสนบาทมาชดใช้ หรือต้องขายสวนมะขามที่ดินผืนสุดท้าย พ่อพรหมเป็นนักจัดตั้งอาวุโสในป่าอีสานใต้ เป็นสหายร่วมรบในอดีตกับหมอมิ้ง (น.พ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช) รมต.กระทรวงงพลังงาน ที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร เขื่อนปากมูน อุดมการณ์ในอดีตนั้นกลายเป็นเพียงตำนานที่ถูกเก็บไว้อย่างมิดชิด
เพราะปัจจุบัน หมอมิ้ง กำลังผลักดันโครงการ ASIAN POWER GRID และกำลังดำเนินการแปรรูปการผลิตไฟฟ้า การแปรรูปที่ไม่เคยพูดถึงชีวิตของผู้คนเหล่านี้ ซึ่งได้ถูกแปรไปนานแล้วอย่างยับเยิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงธรรมชาติ ที่ไม่อาจมีเสียงเรียกร้องไปถึงมนุษย์ได้ ด้วยวาทกรรมแห่งการพัฒนาประเทศ เราได้แปรรูปชีวิตของผู้คน ชุมชน และธรรมชาติอันหลากหลาย เพื่อความคาดหวังถึงการเจริญเติบโตและความมั่งคั่งที่ไม่มีขีดจำกัด กฟผ. ก็เป็นเพียงสมบัติอีกชิ้นหนึ่งที่ต้องยักย้ายถ่ายเท แลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มต่อไป
การต่อสู้ของสหภาพแรงงาน กฟผ. ก็อาจจะคล้ายคลึงกับการต่อสู้ของชาวบ้านปากมูนในอดีต ที่ไม่ต้องการให้แปรแม่น้ำมูน เป็นกระแสไฟฟ้า เพื่อการพัฒนา เพราะการพัฒนานั้น แท้จริงก็คือ การผลักดันคนส่วนใหญ่ออกจากวิถีชีวิตปกติที่เคยสงบสุข สู่สมรภูมิแห่งการยื้อแย่งแข่งขัน ที่ปราศจากหนทางแห่งชัยชนะ เพราะประตูแห่งชัยชนะนั้น จะเปิดต้อนรับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น แต่ประตูแห่งมรณะจะเปิดรออยู่ทุกหนทุกแห่ง เพื่อรองรับผู้พ่ายแพ้และหมดแรง ชัยชนะของสหภาพแรงงานกฟผ. คือชัยชนะที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่หรือไม่ ยังเป็นคำถาม แต่ชัยชนะของชาวปากมูนและสิรินธรนั้น มีใครเคยใส่ใจพูดถึงบ้างไหม
11-17 เมษายน 2547
|