คำประกาศ
องค์กรชาวนาโลก
อธิปไตยด้านอาหารและการค้านานาชาติ
ประกาศ ณ จาปานาดะ โลกะ เมืองบังกะลอร์ อินเดีย ๖ ตุลาคม ๒๕๔๓
------------------
1. การวิเคราะห์และจุดยืน
หายนะสำหรับชาวไร่ชาวนา
ชุมชนชาวไร่ชาวนาทั่วโลกกำลังถูกทำลาย เพราะการทุ่มตลาดด้วยผลิตผลการเกษตรในราคาต่ำมาก ตัวอย่างเช่น
ความสามารถในการผลิตสินค้าจำเพาะในภูมิภาคต่าง ๆ ที่สามารถส่งออกด้วยต้นทุนต่ำที่สุด การนำเข้าผลิตผลการเกษตรในราคาต่ำกว่าที่ผลิตได้ในประเทศผู้นำเข้า ข้อตกลงขององค์การค้าโลกที่อยู่บนแรงสนับสนุนของสาธารณะ ซึ่งส่งเสริมให้ประเทศร่ำรวยส่งออกสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต ทั้งหมดนี้ เป็นปัจจัยที่กำลังทำลายอธิปไตยด้านอาหารในทุกภูมิภาค
ราคาที่เราเรียกว่าราคาในระดับโลกเป็นเพียงสิ่งสมมติ และส่งผลให้เกิดการทุ่มตลาด ราคาเหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงในการผลิตอย่างแท้จริง หลายประเทศถูกบีบให้ส่งออกเพราะมีหนี้สิน และเพราะโครงการปรับโครงสร้างที่ถูกบังคับให้ดำเนินตามโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก
อธิปไตยด้านอาหาร
เราถือว่าอธิปไตยด้านอาหารเป็นสิทธิอย่างหนึ่ง เป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดนโยบายด้านเกษตรและอาหาร โดยไม่มุ่งทุ่มตลาดไปยังประเทศอื่น
สำหรับองค์กรชาวนาโลก อธิปไตยด้านอาหารจะต้องประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
ในระดับท้องถิ่นอธิปไตยด้านอาหารหมายถึงการจัดหาแหล่งเงินทุนและสิทธิในที่ทำกิน (เพื่อให้เกษตรกรทั้งหญิงและชาย) สามารถทำการผลิตและขายผลผลิตนั้นได้ในราคาที่เป็นธรรม
องค์กรชาวนาโลกไม่ได้ต่อต้านการค้าผลผลิตการเกษตร ตราบใดที่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผลผลิตที่งอกงามได้เฉพาะในเขตภูมิอากาศเฉพาะบางเขต (ตัวอย่างเช่น โกโก้ กาแฟที่ปลูกในเขตเมืองร้อน เนื้อกวางในภูมิภาคอาร์กติก ฯลฯ)
นโยบายและการค้าด้านเกษตรกรรม
นโยบายด้านเกษตรกรรม ไม่ควรถูกกำหนดโดยสถาบันด้านการค้าอย่างองค์การค้าโลก หากควรกำหนดโดยแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคทั่วโลก มันเป็นหน้าที่โดยตรงของนักการเมืองและรัฐบาล ไม่ใช่ของนักการตลาด (อุตสาหกรรมการเกษตร) ที่จะกำหนดนโยบายด้านเกษตรกรรม กฎของการค้าเสรี (บนพื้นฐานหลักการที่กล่าวถึงข้างต้น) ควรจะมีการเจรจากันที่ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ไม่ใช่ที่องค์การค้าโลก
กฎต่าง ๆ เหล่านี้ต้องอยู่บนฐานการเคารพสิทธิมนุษยชนและข้อตกลงนานาชาติ รวมทั้งจะต้องตรวจสอบได้ด้วยกรอบกฎหมายนานาชาติที่เป็นกลาง
บทบาทของขบวนการชาวนาในการกำหนดนโยบายด้านเกษตรกรรมและอาหารอย่างแข็งขัน ภายใต้กรอบของประชาธิปไตย เป็นสิ่งจำเป็นอย่างขาดไม่ได้ ความโปร่งใสของข้อมูล เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการรวมตัวประท้วงเป็นเงื่อนไขอันละเลยไม่ได้ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม
องค์กรชาวนาโลกมุ่งพัฒนาและเสนอทางเลือกให้กับองค์การค้าโลก ในระยะเวลาอันใกล้ องค์กรชาวนาโลกขอเรียกร้องให้มีการยกเลิกข้อบังคับให้แต่ละประเทศต้องนำเข้าสินค้าเป็นปริมาณอย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ของการบริโภคภายในประเทศของพืชผลแต่ละชนิด
2. ยุทธศาสตร์
3. ปฏิบัติการ
องค์กรชาวนาโลก
Apdo Postal 3628 Tegucigalpa, MDC Honduras, C.A.
Tel&fax: +504-235 99 15 Email: viacam@gbm.hn
จดหมายเปิดผนึก
องค์กรชาวนาโลกเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ
ปกป้องทรัพยากรพันธุกรรมของพืชให้พ้นจากความโลภของบรรษัทการค้า
ต้องไม่ยอมให้มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรทางปัญญาสำหรับสิ่งมีชีวิตในทุกรูปแบบ
สำหรับ คณะกรรมาธิการด้านทรัพยากรพันธุกรรมแห่งแผนกอาหารและเกษตรกรรม องค์กรอาหารและเกษตรแห่งโลก (CGRFA) ในการเจรจาระหว่างการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องทรัพยากรพันธุกรรมพืชสำหรับอาหารและการเกษตร
เรื่อง จุดยืนและข้อเรียกร้องขององค์กรชาวนาโลกต่อที่ประชุม CGRFA กรุงโรม ประเทศอิตาลี (มิถุนายน 2544)
วันที่ 19 มิถุนายน 2544
สิ่งที่ส่งมาด้วย จุดยืนขององค์กรชาวนาโลกต่อเรื่องความหลากหลายด้านชีวภาพ ความปลอดภัยด้านชีวภาพและทรัพยากรพันธุกรรม
เรียน ท่านผู้เกี่ยวข้อง
ภายหลังจากการประชุมกลุ่มเครือข่ายในเดือนเมษายนปีนี้ องค์กรชาวนาโลกยังคงวิตกอย่างยิ่งกับกระบวนการเจรจาที่ดำเนินอยู่
พร้อมกับจดหมายนี้ เราขอให้ท่านพิจารณาประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย
1. จะต้องไม่อนุญาตให้มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับทรัพยากรพันธุกรรมพืชและสิ่งมีชีวิตในรูปแบบใด ๆ
องค์กรชาวนาโลกเห็นว่า การจัดการกับทรัพยากรพันธุกรรมพืชของโลกนั้น เป็นประเด็นสำคัญยิ่งอันไม่สามารถประนีประนอมต่อรองได้ ทรัพยากรพันธุกรรมพืชทุกชนิด ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรพันธุกรรมโลก ซึ่งเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษย์ทั้งโลก และควรได้รับการแบ่งปันกันระหว่างบุคคลในประเทศต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่อาจยอมรับการจดทะเบียนสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าในกรณีใด ซึ่งเงื่อนไขนี้ได้รับการลดทอนความสำคัญลงอย่างมาก ดังที่ปรากฏในภาคผนวกของจดหมายที่ได้รับ (บทความหมายเลข 12.3D) การประชุมนานาชาติว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชในคราวนี้ จะต้องดำเนินไปสู่ข้อสรุปพื้นฐานที่จำกัดไม่ให้มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับทรัพยากรพันธุกรรมพืชใด ๆ
2. ประเด็นเกี่ยวกับการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรม
การเจรจาที่ดำเนินอยู่ครอบคลุมพืชพรรณเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะต้องได้รับผลกระทบจากกรอบการเจรจาพหุภาคีครั้งนี้ ปัจจุบันมีพืชอยู่ 30 ชนิดที่ปรากฏในรายการนี้ แม้ว่าบางท่านอาจเห็นว่านี่เป็นสัญญาณขั้นต้นว่าเรากำลังมาถูกทาง แต่องค์กรชาวนาโลกเห็นว่าจุดยืนนี้ไม่อาจยอมรับได้ เพราะนั่นหมายถึงการทำให้พืชชนิดอื่น ๆ จะไม่ถูกควบคุมด้วยกรอบการเจรจานี้ (ธัญพืชชนิดต่าง ๆ รวมทั้งเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง) และเป็นการปล่อยให้พืชพรรณเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ ให้ปลอดจากการจดทะเบียนสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา
3. ประเด็นว่าด้วยการแบ่งปันผลประโยชน์
องค์กรชาวนาโลกใคร่เน้นจุดยืนของเราอีกครั้ง ดังที่ปรากฏในจดหมายของเราลงวันที่ 24 เมษายน 2544 กล่าวคือเราไม่สามารถยอมรับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นกลไกอันหนึ่งที่จะช่วยในการกระจายจ่ายปันผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพยากรพันธุกรรมพืชได้ แทนที่จะกำหนดกลไกอันเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมสามารถควบคุมทรัพยากรต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะมุ่งกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเองให้มากที่สุด เราเห็นว่าที่ประชุมควรกำหนดนโยบายที่มุ่งสนับสนุนและพัฒนาการผลิตอาหารและการเกษตร อย่างมีการยอมรับและเคารพต่อสิทธิของชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านจะได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้อย่างเท่าเทียม ที่ประชุมนานาชาติครั้งนี้มีหน้าที่จะต้องปกป้องทรัพยากรพันธุกรรมพืช เพื่อให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง
4. ประเด็นว่าด้วยสิทธิของเกษตรกร
เราใคร่เน้นอีกครั้งถึงจุดยืนของเราว่าสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ ควรไปพ้นจากกรอบด้านกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิเหล่านี้ได้รับการรับรองโดยรัฐบาลและกลุ่มชนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ดังที่ปรากฏในข้อสรุป 5-89 ขององค์กรอาหารและเกษตรแห่งโลก อนุสัญญา 169 ขององค์การแรงงานโลก วลีที่ 8-J ของอนุสัญญาความหลากหลายด้านชีวภาพ และประเด็นที่ 14.60 ในการประชุม Agenda 21 ซึ่งได้รับการลงนามรับรองโดยประมุขของประเทศต่าง ๆ เกือบทั้งโลก สาระของร่างข้อเสนอในประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิของเกษตรกร ยังไม่ได้รับการปรับปรุง ทั้งยังแสดงถึงความถดถอยเมื่อเทียบกับข้อตกลงอื่น ๆ และเป็นเพียงวาทศิลป์มากกว่าจะนำไปสู่การปฎิบัติเพื่อปกป้องสิทธิเหล่านี้จริง
5. ความรับผิดชอบของรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในขบวนการเจรจาและบทบาทของอุตสาหกรรม
เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลบางประเทศได้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ และได้พยายามจะขัดขวางการเจรจาเพื่อไม่ให้มีการตัดสินใจในกรอบด้านกฎหมายระดับพหุพาคี องค์กรชาวนาโลกเห็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไร้ความรับผิดชอบและไม่อาจยอมรับได้ ทั้ง ๆ ที่นี่เป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง
ASINSSEL ซึ่งเป็นสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ชั้นนำของโลก ได้ออกแถลงการณ์ซึ่งระบุว่า ทางสมาคม "ไม่สนับสนุนร่างปัจจุบันของเอกสารในการประชุม" และได้เสนอข้อเรียกร้องซึ่งจะทำลายหลักการเดิมไปทั้งหมด รัฐบาลบางประเทศเคยขัดขวางการเจรจาไม่ให้ก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้เพื่อปกป้องตัวเองไม่ให้มีความรับผิดชอบต่อภาระผูกพันของสนธิสัญญาที่ลงนามโดยพหุพาคี และพวกเขากำลังใช้จุดยืนแบบเดียวกับสมาคม ASIINSSEL ในการขัดขวางการเจรจานี้ต่อไป
องค์กรชาวนาโลก ขอเรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ เจรจากันในการประชุมนานาชาติครั้งนี้ ซึ่งจะนำไปสู่พื้นฐานด้านกฎหมายที่ช่วยในการป้องกันทรัพยากรพันธุกรรมจากการแสวงหาผลประโยชน์ของบรรษัทการค้า และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อผลกำไรสำหรับอุตสาหกรรม พร้อมกันนั้นก็ขอให้ช่วยสร้างหลักประกันว่า จะมีการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมนี้ได้อย่างไร รวมทั้งมีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของชาวนาผู้ผลิตอาหารและเกษตรกรรม จากทรัพยากรในท้องถิ่น
ขอแสดงความนับถือ
Rafael Alegria Prof. Nanjundaswamy
องค์กรชาวนาโลก
องค์กรชาวนาโลก
Apdo Postal 3628 Tegucigalpa, MDC Honduras, C.A.
Tel&fax: +504-235 99 15 Email: viacam@gbm.hn
จุดยืนขององค์กรชาวนาโลก
ในเรื่อง
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความปลอดภัยทางชีวภาพและทรัพยากรพันธุกรรม
ทุกวันนี้มีการพูดถึงแง่มุมที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันและกิจกรรมของชาวไร่ชาวนาอยู่ในโลกมากมาย รวมทั้งประเด็นเกี่ยวกับมาตรการเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้และการสงวนรักษาทรัพยากรพันธุกรรม และการปล่อยให้มีพันธุกรรมดัดแปลงที่กระจายออกไปนอกระบบและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อมในชนบท และเศรษฐกิจของชาวไร่ชาวนา สถาบันนานาชาติที่รับผิดชอบต่อแง่มุมดังกล่าว กำลังเผชิญกับข้อขัดแย้งอันใหญ่หลวง อันได้แก่ การควบคุมให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีเหตุผลและชาญฉลาด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือการที่ภาคเงินทุนและการเงินมีบทบาทสำคัญจนเกิดการละเลยภาคความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้อันเป็นแรงกดดันมาจากการส่งเสริมการค้าเสรี
ภารกิจของคณะกรรมาธิการมีอยู่ใน 3 ประเด็นหลักดังนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรชีวภาพ และความมั่นคงด้านชีวภาพ และต่อไปนี้คือข้อเสนอขององค์กรเรา
ความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ประโยชน์จากชีวิตอย่างถนอม
สำหรับองค์กรชาวนาโลก ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นประเด็นพื้นฐานร่วมกับความหลากหลายของมนุษย์ กล่าวคือความสามารถในการยอมรับความแตกต่างระหว่างมนุษย์กลุ่มต่าง ๆ และการยอมรับว่าแต่ละบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการคิดและการเป็นบางอย่าง ในลักษณะเช่นนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพไม่เพียงครอบคลุมถึงความหลากหลายของพืชพรรณ สัตว์ ผืนดิน แผ่นน้ำ และระบบนิเวศเท่านั้น หากยังรวมถึงความหลากหลายด้านวัฒนธรรม ระบบการผลิต สัมพันธภาพของมนุษย์และสัมพันธภาพด้านเศรษฐกิจ รูปแบบการปกครอง ทั้งนี้โดยมีเสรีภาพเป็นพื้นฐานสำคัญ
ความหลากหลายเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต ความหลากหลายของพืช ช่วยให้เรามีอาหาร ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ฉันใดก็ฉันนั้น ความหลากหลายของมนุษย์ทั้งในด้านความเป็นอยู่ อุดมการณ์ และศาสนา ช่วยให้เกิดความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม นี้แสดงให้เห็นว่า เราต้องเลี่ยงที่จะไปกำหนดให้มีรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบหลักของการดำรงชีวิต และเลี่ยงที่จะถือแม่แบบการพัฒนาใดเพียงหนึ่งเดียวเป็นหลัก
ความรุ่มรวยด้านชีวภาพและวัฒนธรรม มักกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มที่เราเรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งส่วนมากอยู่ในเขตเมืองร้อน และมีชาวไร่ชาวนาและชุมชนพื้นเมืองเป็นผู้รักษาความหลากหลายเหล่านี้เอาไว้ วัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพมักจำเริญไปด้วยกันเสมอ
ชาวไร่ชาวนาทั้งหญิงและชายและเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งชาวประมงและช่างฝีมือ ชาวพื้นเมืองและชุมชนคนผิวสี ทั้งหมดเหล่านี้เป็นผู้ที่ได้สงวนรักษา สร้างสรรค์ และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้เพราะว่านี่เป็นพื้นฐานของเกษตรกรรม
ดังนั้น องค์กรชาวนาโลกขอเสนอว่า
1. ความหลากหลายทางชีวภาพจะต้องถือเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานด้านอาหาร โดยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอันไม่สามารถแบ่งแยกได้ของมวลมนุษย์ทุกเผ่าพันธ์ สิทธินี้ย่อมสำคัญเหนือมาตรการการค้าทั้งหลายขององค์การค้าโลก เราจะต้องกลับไปสู่รากฐานเดิม กล่าวคือ มนุษยชาติได้พัฒนาการเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการด้านอาหาร ในขณะที่ปัจจุบันเรากลับมีผู้อดอยากหิวโหยถึง 800 ล้านคนอยู่ในโลก ในการแก้ปัญหานี้ เราจะต้องคิดในลักษณะที่พึ่งพิงอาหารที่ผลิตได้ในท้องถิ่น โดยความเอื้ออำนวยของความหลากหลายทางธรรมชาติ มุ่งเน้นการสนับสนุนตลาดในภูมิภาคและท้องถิ่น และประยุกต์ใช้ข้อมูลด้านการวิจัยและเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม
2. ข้อตกลงเพื่อระงับการใช้ประโยชน์ทางชีวภาพชั่วคราว (การใช้ การเก็บรวบรวมและเก็บเกี่ยว การขนส่งและการดัดแปลงพันธุกรรม) และการระงับการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมและองค์ความรู้ของชุมชนชาวไร่ชาวนาและชุมชนพื้นเมืองที่มีต่อทรัพยากรเหล่านี้ จนกว่าจะมีกลไกเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชนในการป้องกันและควบคุมปัญหาโจรสลัดทางชีวภาพ
3. คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของชาวไร่ชาวนา ในการใช้ทรัพยากรพันธุกรรม สิทธิในที่ดิน สิทธิในการทำงานและวัฒนธรรม กระบวนการนี้ต้องดำเนินไปอย่างให้ข้อมูลรอบด้าน และอย่างมีส่วนร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว เราจะต้องมีกลไกสำหรับการปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบดูแลองค์กรผู้ผลิต ชนพื้นเมืองและชุมชนของพวกเขา
ทรัพยากรพันธุกรรม สิทธิของชาวไร่ชาวนาและชุมชนชนบท
ความสำคัญและวิวัฒนาการของทรัพยากรพันธุกรรม
สำหรับพวกเรา เมล็ดพันธุ์เป็นปัจจัยที่ 4 ที่ช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากธรรมชาติ นอกเหนือจากผืนดิน แผ่นน้ำ และอากาศ ทรัพยากรพันธุกรรมเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตอาหารและเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย เชื้อเพลิง ยารักษาโรค สมดุลทางนิเวศและความงามแห่งชนบท ซึ่งล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพวกเรา และต่อผู้บริโภค
นับแต่มนุษยชาติได้เริ่มทำเกษตรกรรมแต่เมื่อมากกว่า 10,000 ปีมาแล้ว พวกเราชาวนาชาวไร่ได้ช่วยปกปักและรักษาความหลากหลายด้านพันธุกรรม เราได้คัดสรรพันธุ์ซึ่งให้ผลิตภาพสูงมากกว่า และได้ปรับปรุงพันธุ์อื่นที่ให้ผลผลิตน้อยกว่าให้ดียิ่งขึ้น
การอนุรักษ์ การจัดเก็บ และการพัฒนาพันธุ์ใหม่ ได้สืบทอดมาจากรุ่นคนหนึ่งสู่อีกรุ่นคนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เราจึงถือว่าการรักษาทรัพยากรด้านพันธุกรรมเป็นภารกิจของผู้ผลิตในชนบท ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และในช่วงกลางศตวรรษนี้ เมื่อประชากรในเมืองได้เติบโตขึ้นอย่างมากมาย รวมทั้งประชากรในชนบทด้วย อาหารได้กลายเป็นประเด็นหลักและพื้นที่ทำงานขององค์กรนานาชาติหลายองค์กร ในฝ่ายรัฐบาลและสถาบันต่าง ๆ ก็ได้เข้ามาจัดการกับกระบวนการผลิตอาหาร กล่าวโดยย่อ การปฏิวัติเขียวได้เกิดขึ้นในช่วงนี้ บรรษัทธุรกิจการเกษตร ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจทุกอย่างที่เกี่ยวกับการผลิต ปัจจัยด้านการเกษตรและเมล็ดพันธุ์ ได้กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงและให้ผลกำไรสูง ในเวลาต่อมาได้มีการค้นพบการใช้ประโยชน์อย่างใหม่จากทรัพยากรด้านพันธุกรรม มีการพัฒนาโครงการแผนที่พันธุกรรมมนุษย์ขึ้น และเทคโนโลยีด้านชีวภาพ ได้ทำให้เกิดการดัดแปลงพันธุกรรมของพืช สัตว์ และมนุษย์ ขั้นตอนการพัฒนาเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับแนวคิดที่จะมีการครอบครองทรัพยากรด้านพันธุกรรมเสมือนเป็นสมบัติชิ้นหนึ่ง
ก่อนการเข้ามารุกรานของบรรษัทข้ามชาติ เราถือกันว่าทรัพยากรพันธุกรรมเป็นมรดกร่วมกันของมนุษย์ ความข้อนี้ปรากฏอยู่ในสนธิสัญญานานาชาติ ซึ่งให้สิทธิแก่ผู้ผลิตให้ได้มีสิทธิของเกษตรกรเหนือทรัพยากรด้านพันธุกรรม ในเวลาต่อมาบริษัทเมล็ดพันธุ์และปัจจัยการผลิต รวมทั้งผู้พัฒนาพืชพรรณทั้งหลาย ได้กดดันให้มีการยอมรับและปกป้อง(สิทธิของผู้พัฒนาพืชพรรณ) และได้ก่อตั้งสหพันธ์นานาชาติเพื่อการปกป้องสิทธิของผู้พัฒนาเหนือพันธุ์พืช (UPOV) ในปัจจุบัน การพัฒนาเทคโนโลยีด้านพันธุกรรม ดำเนินไปโดยได้รับการปกป้องตามสิทธิบัตร โดยองค์กรสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (WIPO) และองค์การค้าโลก ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตได้รับการปฎิบัติเสมือนหนึ่งเป็นวัตถุทางอุตสาหกรรม ที่ได้รับการควบคุมคุ้มครองโดยสิทธิบัตร
ในฐานะชาวไร่ชาวนา เรารู้ว่าเรามีสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ทรัพยากรของเรา และสร้างหลักประกันว่าทรัพยากรเหล่านี้จะได้รับการใช้อย่างสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ดังนั้นเราพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ในการเข้าถึงทรัพยากรพันธุกรรมเหล่านี้
สิทธิของชาวไร่ชาวนาและชุมชนชนบท
การยอมรับอย่างเต็มที่ว่าสิทธิของชาวไร่ชาวนาเป็นสิ่งที่มีมาแต่ในอดีต และโยงกับสิทธิในความหลากหลายด้านชีวภาพ สิทธินี้พ้นไปจากกรอบทางกฎหมาย ในเรื่องสิทธิบัตรทางภูมิปัญญา สิทธินี้ได้รับการรับรองจากรัฐบาลต่าง ๆ และกลุ่มคนต่าง ๆ ในโลก ทั้งนี้ตามมติที่ 5-89 ขององค์การอาหารโลก อนุสัญญาข้อที่ 169 ขององค์การแรงงานโลก วลีที่ 8-J ในอนุสัญญาด้านความหลากหลายทางพันธุกรรม และประเด็นที่ 14.60 ในมาตรา 21 อันได้รับการลงนามรับรองโดยประมุขของประเทศต่าง ๆ เกือบทั้งโลก ด้วยเหตุนี้ ในฐานะชาวไร่ชาวนา ประชาชนและชุมชนพื้นเมือง เราขออ้างสิทธิในฐานะเจ้าของชีวิต เราตระหนักถึงความหลากหลายทางพืชพรรณและมนุษย์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งดำรงอยู่ในโลก เราสนับสนุนให้มีการพัฒนาระดับชาติที่จำเป็นและกลไกกฎหมาย เพื่อปกป้องทรัพยากรด้านพันธุกรรม ทั้งนี้อย่างเคารพและดำเนินไปตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ของชาวไร่ชาวนา
ข้อเสนอขององค์กรชาวนาโลกเกี่ยวกับสิทธิชาวไร่ชาวนา
1. สิทธิของชาวไร่ชาวนามีประวัติศาสตร์มาอย่างลึกซึ้งยาวนาน สิทธิเหล่านี้ได้ดำรงอยู่นับแต่มนุษย์เริ่มรู้จักทำเกษตรกรรมเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เราได้ธำรงสิทธิเหล่านี้โดยผ่านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางด้านชีวภาพ เราให้สัตยาบันรับรองสิทธิเหล่านี้ ด้วยการพัฒนาทรัพยากรและการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่อง พวกเราเป็นผู้ซึ่งปกป้องทรัพยากรด้านพันธุกรรม เป็นผู้ช่วยเหลือให้เกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต พวกเราเป็นผู้สงวนรักษาองค์ความรู้อันช่วยให้เกิดความรุ่มรวยทางชีวภาพ สืบเนื่องมาเป็นหลายรุ่นคน ด้วยเหตุนี้ เราขอเรียกร้องให้มีการเคารพสิทธิของเรา
2. สิทธิของชาวไร่ชาวนารวมไปถึงสิทธิในการใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ที่สืบเนื่องกัน ซึ่งเกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก อันหมายถึงการยอมรับองค์ความรู้พื้นบ้าน การเคารพในวัฒนธรรม และการยอมรับว่าวัฒนธรรมเป็นพื้นฐานแห่งองค์ความรู้เหล่านี้
3. สิทธิในการควบคุม สิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของการใช้ทรัพยากรด้านพันธุกรรม ทั้งนี้หมายถึงสิทธิในการกำหนดกรอบด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการมีกรรมสิทธิ์เหนือทรัพยากรเหล่านี้
4. สิทธิของชาวไร่ชาวนาเป็นสิทธิร่วมกันอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุนี้สิทธิเหล่านี้ควรได้รับการพิจารณาในกรอบทางกฎหมายที่ต่างออกไปจากทรัพย์สินเอกชน และทรัพย์สินทางปัญญา
5. สิทธิเหล่านี้ต้องได้รับการยอมรับในระดับชาติ ควรมีการให้พันธสัญญาที่จะส่งเสริมให้มีกฎหมายที่เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศในการออกกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง
6. สิทธิในการเข้าถึงวิธีการอนุรักษ์ ความหลากหลายด้านชีวภาพและเพื่อให้บรรลุถึงความมั่นคงด้านอาหาร ซึ่งรวมถึงสิทธิในเขตแดน สิทธิในที่ดิน น้ำและอากาศ
7. สิทธิที่จะตัดสินใจเพื่อให้นิยาม พัฒนารูปแบบ และดำเนินการตามนโยบายและโครงการ อันเกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรด้านพันธุกรรม
8. สิทธิในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการร่วมออกแบบและในการดำเนินการโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้อง
9. สิทธิในการนิยาม การควบคุมและใช้ประโยชน์ อันเนื่องมาจากการใช้ การสงวนรักษาและการบริหารทรัพยากรเหล่านั้น
10. สิทธิในการใช้เลือกสรร จัดเก็บและแลกเปลี่ยนทรัพยากรด้านพันธุกรรมอย่างเสรี
11. สิทธิในการพัฒนาแม่แบบเกษตรกรรมอันยั่งยืน ซึ่งจะช่วยปกป้องทรัพยากรด้านชีวภาพและผลักดันให้เกิดนโยบายที่ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ
ทรัพย์สินทางปัญญา
เราขอต่อต้านการทำให้ชีวิตกลายเป็นเพียงทรัพย์สินทางปัญญา เราขอเรียกร้องให้มีการตรากฎเพื่อป้องกันไม่ให้มีการครอบครองพันธุกรรมอันเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต ผู้ที่จะครอบครองชีวิตได้ ย่อมต้องเป็นผู้ถนอมใช้ชีวิตนั้น เป็นผู้อยู่ร่วมกับชีวิต เป็นผู้ส่งเสริม เลี้ยงดู และสงวนรักษาชีวิตไว้
เป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่จะมีการจัดประเภททรัพยากรด้านพันธุกรรม ซึ่งชาวไร่ชาวนาและชนพื้นเมืองได้ร่วมกันสืบทอด ปกปักรักษาและป้องกันมามากกว่า 10,000 ปี ให้เป็นทรัพย์สินของธุรกิจการค้า อันเป็นเหตุให้เราต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการใช้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น ซึ่งเก็บมาจากผืนดินของเรา และได้รับการผสมพันธุ์หรือดัดแปลงพันธุ์ในต่างที่ออกไป
กรรมสิทธิ์ในองค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบชีวิตต่าง ๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงมาก กล่าวคือการผูกขาดด้วยกลไกลสิทธิบัตร ปรากฏการณ์นี้อาจส่งผลร้ายแรงนอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล และการใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมอย่างไม่เหมาะสมโดยบรรษัทข้ามชาติ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางชีวภาพ ทั้งนี้โดยผ่านการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรคและแมลง
เราไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาองค์ความรู้ หากต่อต้านการผูกขาดและการใช้ประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม เพื่อให้เห็นว่ากรรมสิทธิ์ในองค์ความรู้เหล่านี้กระจุกตัว และมีความไม่เท่าเทียมกันขึ้นอย่างไร เราขอยกตัวอย่างให้เห็นว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ของสิทธิบัตรด้านอาหารในโลก เป็นกรรมสิทธิ์ครอบครองของเพียง 7 ประเทศ ซึ่งทั้งหมดเป็นประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือประเทศพัฒนาแล้วทั้งสิ้น ในขณะที่อีก 5 เปอร์เซ็นต์ของสิทธิบัตรที่เหลือกระจายกันอยู่ในอีกมากกว่า 180 ประเทศที่เหลือ
ในด้านสุขภาพ เราได้เห็นกันแล้วว่า 74 เปอร์เซ็นต์ขององค์ความรู้ในการบำบัดรักษาโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับการใช้สมุนไพร ล้วนเป็นองค์ความรู้พื้นบ้านของสามัญชน กล่าวอีกอย่างก็คือ องค์ความรู้เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องทดลอง หากถูกรวบรวมเอาไปและนำไปจดสิทธิบัตร แต่จนปัจจุบัน บรรษัทยาข้ามชาติเหล่านี้ ยังไม่ได้ตอบแทน หรือตระหนัก หรือยอมรับว่าองค์ความรู้เหล่านี้เป็นของชุมชนเลย
การจดสิทธิบัตรพืช สัตว์ และองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต จะทำให้ชาวไร่ชาวนาและชุมชนพื้นเมืองสูญเสียการควบคุมทรัพยากรซึ่งพวกเขาได้ใช้และรู้จักมาแต่เดิม ทั้งยังทำให้สิทธิในการเข้าถึงทรัพยากรด้านพันธุกรรมเหล่านี้จำกัดและถูกควบคุม ซึ่งย่อมทำให้เกิดรูปแบบใหม่ของการควบคุมประเทศและประชากร การที่ชาวนาจะใช้สิ่งที่ได้รับการจดสิทธิบัตรได้ ก็ย่อมต้องผ่านการซื้อเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง (อาทิ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช) อันจะเป็นการทำลายความยั่งยืนของระบบนิเวศเพื่อเกษตรกรรม และยังทำลายระบบเศรษฐกิจในครัวเรือนด้วย ยังไม่หมดแค่นี้ กลไกเหล่านี้จะทำลายจารีตของชนบท อาทิ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์สำหรับการปลูกในฤดูต่อไป การแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างชาวไร่ชาวนาและชุมชน และการพัฒนาองค์ความรู้ ซึ่งล้วนช่วยให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
เราต่อต้านการเพาะมนุษย์ (Cloning) ซึ่งเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของมนุษย์เรา สิ่งนี้จะทำให้ขาดความหลากหลายในมนุษย์ ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเฉพาะแม่แบบมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทำให้เกิดความเหยียดเชื้อชาติ เหยียดสีผิว ซึ่งเราคิดว่าเราได้ข้ามพ้นยุคนั้นมาแล้ว โครงการแผนที่พันธุกรรมมนุษย์ ได้รับการพัฒนาโดยสถาบันและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในโลก และกำลังเผชิญกับปัญหาที่สืบเนื่องมาจากกรรมสิทธิในผลการวิจัย ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา ได้จดสิทธิบัตรพลาสมา (ส่วนเหลวของโลหิตและน้ำเหลือง) ที่ได้มาจากชนพื้นเมืองในปาปัวนิวกินี โดยไม่ได้รับการยินยอมพร้อมใจจากพวกเขา ประมาณกันว่าสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐ ยอมให้มีใบรับรองสิทธิบัตรเหนือพันธุกรรมมนุษย์มากกว่า 1,250 ชิ้นแล้ว
การปนเปื้อนทางพันธุกรรม การแพร่ระบาดของพันธุกรรมหรืออาหารที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม
ปัจจุบันได้มีการทดลองขนานใหญ่ทั่วโลก เพื่อพัฒนาทั้งพืชและสัตว์ จุลินทรีย์ และมนุษย์ ที่ได้รับการดัดแปลงทางพันธุกรรม ซึ่งส่วนมากได้รับการผลิตขนานใหญ่เพื่อประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
สิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) คืออะไร
ปัจจุบันมีพืช สัตว์ จุลินทรีย์หรือมนุษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมจากสิ่งมีชีวิตอีกสปีชีหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น พืชที่ได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมจากสัตว์บางชนิด มนุษย์ หรือจุลินทรีย์ หรือได้รับกันสลับไปมา การทำเช่นนี้ทำให้ระบบวิวัฒนาการและสืบพันธุ์ อันมีพลวัตของสิ่งมีชีวิตยุติลง กำแพงกั้นซึ่งทำให้แต่เดิมสามารถมีการถ่ายทอดพันธุกรรมเฉพาะในสปีชีเดียวกันได้ ได้ถูกทลายลงไป
การผลิตสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม ทำได้โดยอาศัยเทคนิคการยิงวัตถุขนาดเล็กอย่างทองหรือทังสเตนที่นำเอาดีเอ็นเอเข้าไปสู่อีกชีวิตหนึ่ง อีกวิธีหนึ่งได้แก่การใช้พาหะที่เป็นสิ่งมีชีวิต เช่น การใช้ไวรัสหรือแบคทีเรียในการนำเอาลักษณะทางพันธุกรรมใหม่เข้าไปยังสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง
อาหารดัดแปลงพันธุกรรม
ทุกวันนี้ทั่วโลก เรามีพื้นที่เกษตรกรรมที่เพาะปลูกพืชแปลงพันธุกรรมอยู่ 37 ล้านเฮคตา เทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด 1400,000 เฮคตา ก็คือ 2.6 เปอร์เซ็นต์ พื้นที่เหล่านี้ได้ผลิตอาหารเป็นจำนวนมากและไม่มีการควบคุมการใช้อาหารเหล่านั้น ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของพืชที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรมจึงมีอยู่มากมาย ซึ่งโดยมากเป็นอาหารผลิตในโรงงาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่มีการติดฉลากที่บ่งชี้ว่ามีองค์ประกอบของพืชที่ได้รับการแปลงพันธุกรรม รวมทั้งไม่มีการควบคุมการนำเข้าหรือส่งออกอาหารเหล่านี้เป็นจำนวนมากเลย
ความเสี่ยง
ก. ผลกระทบต่อสุขภาพ ในแง่ของสุขภาพมนุษย์ อันตรายที่สำคัญได้แก่การที่อาหารจีเอ็มโอเหล่านี้ จะเป็นพาหะนำลักษณะทางพันธุกรรมจากสปีชีอื่น และทำให้มีโอกาสที่ลักษณะทางพันธุกรรมจากสปีชีอื่นนี้ผสมกับเซลส์ของมนุษย์ เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูง ทั้งนี้เพราะการผลิตพืชจีเอ็มโอ ทางบริษัทต้องใช้พันธุกรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งโดยหลักแล้วจะสามารถต้านทานแอนตี้ไบโอติคในร่างกายได้ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวโพดแปลงพันธุกรรมของบริษัทโนวาตริส ได้ใช้ Penicillin G ซึ่งเป็นยาที่ไม่ใช้ในมนุษย์แล้ว และสามารถใช้เอ็นไซม์ ซึ่งจะลดทอนภูมิคุ้มกันของเพนนิสซีลินได้ ในกรณีของมะเขือเทศแปลงพันธุกรรมของบริษัทคาลยีน พวกเขาได้ผสมพันธุกรรมที่ต่อต้านยาคานาไมซีนและจีโอไมซีนลงไป ส่วนฝ้ายแปลงพันธุกรรมของบริษัทมอนซานโต จะทำให้เกิดอาการดื้อยาสเตรพโตไมซีน ซึ่งเป็นยาสามัญที่ใช้กันทั่วไป
คณะกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์แห่งสหภาพยุโรป ได้มีมติเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า นมและเนื้อที่ผลิตด้วยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต (rBST) โดยหลักจะมีผลทำให้เกิดมะเร็งที่ต่อมลูกหมากและเต้านม
ทั้งมีการพบว่าการบริโภคถั่วเหลืองแปลงพันธุกรรม เราน์อัพเรดีของบริษัทมอนซานโต ซึ่งสามารถทนทานต่อยาฆ่าหญ้าเราน์อัพ (glyphosate) มีผลกระทบเนื่องจากสาร glyphosate จะทำให้เกิดการผลิตฮอร์โมน phytoestrogens อันจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการสืบพันธุ์ ถั่วเหลืองแปลงพันธุกรรมยังอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับภูมิแพ้ด้วย
ข. ผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวไร่ชาวนา พืช GMOs จะทำให้ชาวไร่ชาวนาสูญเสียความเป็นอิสระ และต้องพึ่งพากับบรรษัทข้ามชาติทั้งในด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ หลักฐานก็คือในการส่งเสริมพืชพรรณ GMOs บริษัทจะทำสัญญาตกลงกับชาวนา ซึ่งนอกจากเป็นการบังคับให้ซื้อเมล็ดพันธุ์แล้ว ยังรวมถึงการซื้อปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ด้วย ทั้งชาวนาจะต้องถูกปรับหากพบว่ามีการนำเมล็ดพันธุ์ไปให้บุคคลอื่นหยิบยืมใช้ รวมทั้งภาระรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการปลูกพืช GMOs จะตกอยู่กับชาวนา
ผลกระทบสำคัญที่สุดต่อความเป็นอยู่ของชาวไร่ชาวนาและผลิตภาพในระดับชาติ ที่เกี่ยวเนื่องกับการดัดแปลงพันธุกรรม เพื่อให้เกิดพืชชนิดใหม่แทนพืชดั้งเดิม อันเป็นพืชที่ประเทศอุตสาหกรรมต้องการจากประเทศโลกที่สาม มีปรากฏดังตัวอย่างต่อไปนี้
1. บรรษัทการค้าได้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อที่จะใส่ความหวานเข้าไปในพืช ซึ่งเรียกว่า Thaumatina ซึ่งถ้าสำเร็จจะเข้ามาทดแทนพืชน้ำตาลจำพวกอ้อย และจะมีผลกระทบในทางลบต่อผู้ที่พึ่งพิงการเพาะปลูกอ้อย
2. บริษัทคาลยีนได้ผลิตสารประกอบซึ่งสามารถทดแทนเนย โกโก้ในพืช colza ซึ่งเป็นพืชในเขตอบอุ่น ถ้าสำเร็จ ผลิตภัณฑ์นี้จะเข้ามาทดแทนพืชพื้นเมืองและทำให้ชาวนานับแสนคนในประเทศโลกที่สามไม่สามารถขายพืชในตลาดได้ และทำให้เศรษฐกิจของหลายประเทศซึ่งพึ่งพิงกับการส่งออกโกโก้ล่มสายไป
ค. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืชแปลงพันธุกรรมประกอบด้วยยีนที่มาจากสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งอาจทำให้เกิดมลพิษของพันธุกรรมได้ แต่ยิ่งไปกว่านั้น เหตุที่พืชเหล่านี้สามารถต้านทานยาปราบศัตรูพืชได้ ทำให้มีโอกาสที่พืชแปลงพันธุกรรมเหล่านี้จะแพร่กระจายไปอย่างสุดจะควบคุมได้ ด้วยเหตุนี้ในอนาคต เราอาจจะมีพืชแปลงพันธุกรรมซึ่งแพร่กระจายไปมากกว่าพืชพื้นเมือง และอาจจะไปผสมรวมกับพืชพื้นเมืองอื่น ๆ อันเป็นการเปลี่ยนธรรมชาติของระบบนิเวศไป ทั้งพืชเหล่านี้ยังสามารถส่งถ่ายพันธุกรรมไปยังสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในสปีชีเดียวกันทำให้กลายเป็นเหมือนโรคระบาดขนานใหญ่
ข้อเสนอในเรื่องพืชแปลงพันธุกรรม
1. ควรมีการประกาศข้อตกลงเพื่อระงับการแจกจ่ายและการค้าสิ่งมีชีวิตที่แปลงพันธุกรรมและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เราควรบังคับใช้กฎเกี่ยวกับการป้องกันไว้ก่อน ดังที่ปรากฏในมาตราที่ 21 ของการประชุมสุดยอดโลก ซึ่งหมายถึงการให้สิทธิที่จะไม่รับรองให้มีการค้าสิ่งมีชีวิตที่แปลงพันธุกรรม จนกว่าจะมีหลักฐานที่แสดงอย่างชัดเจนว่ามันปลอดภัยและปราศจากความเสี่ยง สังคมจะต้องได้รับโอกาสที่จะทำความเข้าใจและอภิปรายอย่างได้รับข้อมูลที่เท่าเทียม เกี่ยวกับอันตรายและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้ และมีสิทธิที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ สิ่งนี้ควรเป็นสิทธิของคนรุ่นต่อไปในอนาคตด้วย
2. ในเมื่อการดัดแปลงพันธุกรรมอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างคาดไม่ถึง และไม่อาจแก้ไขได้ การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ การเก็บ และการจำหน่ายจ่ายแจกสิ่งมีชีวิตที่แปลงพันธุกรรมเหล่านี้ จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องผ่านการปรึกษาหารือและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในสังคม ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบเหล่านี้
3. การประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยง จะต้องดำเนินไปโดยใช้วิธีการอันเป็นองค์รวมเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางชีวภาพ ซึ่งรวมถึงการสอบสวนถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ แง่มุมด้านเศรษฐกิจ-สังคม และวัฒนธรรม สุขภาพมนุษย์ และความมั่นคงทางอาหาร
4. เราจะต้องได้รับหลักรับประกันว่า จะมีการปกป้องระบบเกษตรในท้องถิ่นและเกษตรพื้นบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการรักษาความมั่นคงด้านอาหาร และการสร้างหลักประกันให้กับสิทธิของมนุษย์และสิทธิของชุมชนและสังคม
5. ข้อตกลงและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของความมั่นคงทางชีวภาพ และข้อตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จะต้องมีบทบาทเหนือข้อตกลงและนโยบายด้านการค้า
แปลจาก Position of Via Campesina on Biodiversity, Biosafety and Genetic Resrouces