แถลงการณ์เครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน
๑๕ ปี โครงการโขง ชี มูล อีสานฉิบหายวายวอดด้วยการบริหารที่ฉ้อฉล
และโครงการชลประทานระบบท่อก็กำลังมาแบบเดียวกัน
ความพยายามของรัฐบาลในการที่จะบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ภาคอีสาน โดยการสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เพื่อเก็บกักและกระจายน้ำไปสู่ไร่นาของเกษตรกร ด้วยการทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดทำโครงการแต่ความพยายามดังกล่าวนอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังก่อปัญหาให้กับวิถีชีวิตชาวอีสานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง รูปธรรมที่ปรากฏชัดเจนคือบทเรียนจากโครงการ โขง ชี มูน ที่คณะรัฐมนตรีเมื่อคราวประชุมสัญจร ที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๒ เพื่อสร้างพื้นที่ชลประทาน ๔.๙๘ ล้านไร่ โดยแบ่งโครงการเป็น ๓ ระยะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ ๔๒ ปี รวมงบประมาณ ๒๒๘,๐๐๐ ล้านบาท
แต่ด้วยความเป็นโครงการขนาดใหญ่แค่เพียงระยะที่ ๑ ของโครงการต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวน ๑๐,๓๔๖ ล้านบาท แม้จะถูกทักท้วงจากนักวิชาการมาตลอดว่าจะเกิดผลกระทบมากมาย ทั้งด้านการแพร่กระจายของดินเค็ม ความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ของแม่น้ำ การสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำ การแพร่กระจายของหอยบางชนิดที่เป็นพาหะโรคพยาธิใบไม้ในตับ เป็นต้น แต่ด้วยพลังผลักดันของนักการเมืองและข้าราชการ การตัดสินใจดำเนินโครงการโขง ชี มูล จึงเป็นไปอย่างรวบรัด โดยไม่สนใจข้อท้วงติงใดๆ และด้วยความดื้อตาใสของรัฐบาล ที่เร่งรัดดำเนินการ โครงการ โขง ชี มูล จนเป็นเหตุแห่งความความฉิบหายของแผ่นดินอีสานดังนี้
๑. การแพร่กระจายของดินเค็ม น้ำเค็ม พื้นที่ ๑ ใน ๓ ของภาคอีสานเป็นพื้นที่ดินเค็ม โครงการโขง ชี มูล ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ดินเค็ม ที่ส่งผลกระทบมากที่สุดคือ ที่ราษีไศล
หนองหานกุมภวาปี และเขื่อนอื่น ๆ ทุกเขื่อนในลุ่มน้ำมูนที่ราษีไศล ศึกษาจากแผนที่ดินเค็มจังหวัดศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ ตามข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดิน ปรากฎมีโดมเกลืออยู่ใต้พื้นที่อ่างเก็บน้ำประมาณ ๑๐ ตารางกิโลเมตร และจากการศึกษาของกรมพัฒนาที่ดิน (ตามเงื่อนไขการอนุมัติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๖) ก็พบว่า โครงการเขื่อนราษีไศลก่อให้เกิดการแพร่กระจายของดินเค็ม น้ำเค็ม จนไม่สามารถนำน้ำมาใช้เพื่อการเกษตรได้ ชาวบ้านในพื้นที่นำน้ำมาใช้รดพืชผัก ทำให้พืชผักตาย นำมาใช้ทำนาปรังก็เกิดส่าเกลือในไร่นา ขนาดต้นไม้ในนายืนต้นตาย
คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก) ได้เสนอให้ชะลอโครงการโขง ชี มูลไว้ก่อนเมื่อวันที่ ๗ เมษายน และ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๓๖ และตั้งเงื่อนไขสำคัญ เช่น
(๑) ให้มีระบบระบายน้ำที่เหลือจากพื้นที่ชลประทาน (Drainage) ประเด็นนี้โครงการโขง ชี มูลเคยอ้างว่าจะทำ ทำแบบโครงการในประเทศออสเตรเลีย แต่ความจริงคือไม่ทำอะไรเลยในทุกพื้นที่ทั้ง ๑๔ โครงการในโขง ชี มูล ในระยะที่ ๑ ถ้าทำจริงก็จะแพงสุดยอด แพงกว่าราคาลงทุนของโครงการโขง ชี มูลเสียอีก
(๒) ให้มีการศึกษาผลกระทบดินเค็มโดยสร้างแบบจำลองทางธรณีวิทยา เรื่องนี้ โครงการได้จ้างมหาวิทยาลัยขอนแก่นศึกษาเมื่อต้นปี ๒๕๔๐ (หลังจาก คชก. มีความเห็นมาเกือบ ๔ ปี ราคาจ้าง ๖๔ ล้านบาทใช้เวลาตามสัญญา ๓๐ เดือน แต่ถึงปัจจุบันเวลาผ่านมา ๗ ปีแล้ว ยังศึกษาไม่เสร็จและมีแนวโน้มว่าจะไม่เสร็จง่าย เพราะมีข้อโต้แย้งที่ยังมากมายโดยเฉพาะ ระยะก่อนการก่อสร้างไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานไว้ก่อนจึงไม่มีข้อมูลจะเปรียบเทียบกับระยะหลังการก่อสร้าง ภายในโครงการโขง ชี มูล ผู้รับผิดชอบถึงขั้น ถอดใจ แล้ว แต่ด้วยโครงการขับเคลื่อนมาด้วยอำนาจและผลประโยชน์แล้วจึงขับเคลื่อนต่อไป ต่อมาจึงค่อย ๆ เปลี่ยนมุขมาขายโปรเจ็กต์ใหม่คือ ชลประทานระบบท่อ ซึ่งเราต้องจับตาดูต่อไป
(๓) จะเกิดการติดค้างของเกลือตามแนวคลองน้ำและถนนที่ก่อสร้างขวางทางน้ำเดิม ซึ่งไม่มีมาตรการใดจะป้องกันแก้ไขได้เลย
(๔) คลองส่งน้ำขนาดกว้าง ๔๕ เมตรที่จะพาดผ่านจากน้ำชี สู่น้ำมูนผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ จะดึงชั้นเกลือขึ้นมา เรื่องนี้โครงการโขง ชี มูลจะแก้โดยการดาดคอนกรีตคลองส่งน้ำ แต่ปัญหาสำคัญคือจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลและซีเมนต์ก็ไม่สามารถทนการกัดกร่อนของเกลือได้ ที่สุดก็จะแก้ปัญหาไม่ได้
๒. ไม่มีข้อมูล Back Water คือระดับน้ำท่วมและผลกระทบจากการท่วมเหนือเขื่อนในระดับที่สูงกว่าระดับเก็บกักทุกพื้นที่จะมีปัญหานี้ ที่ราษีไศลระดับเก็บกัก ๑๑๙.๐๐ ม.รทก. แต่เมื่อเก็บกักระดับดังกล่าว ปรากฎว่าการอัดเอ่อของน้ำในฤดูน้ำหลากในบริเวณเหนือเขื่อนขึ้นไป ๓๐ - ๑๐๐ กิโลเมาต น้ำจะสูงถึง ๑๒๒ - ๑๒๓ ม.รทก. ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังนาข้าวยาวนานจนผลผลิตเสียหายเป็นเช่นน้ำมาซ้ำซากหลายปี เช่นนี้เท่ากับโครงการโขง ชี มูลโกหกชาวบ้านว่าน้ำเหนือเขื่อนจะสูงเพียง ๑๑๙.๐๐ ม.รทก. เท่ากันหมด
๓. คชก. ให้โครงการโขง ชี มูล แก้ไขรายงาน เรื่องการชดเชยทรัพย์สินของราษฎร ในโครงการไม่มีแผนเรื่องนี้ แต่ความเป็นจริงภายหลังปรากฎว่ามีพื้นที่หลายแห่งที่มีปัญหาอ่างเก็บน้ำท่วมที่ดินทำกิน ราษฎรเดือดร้อนมากมายโดยเฉพาะที่เขื่อนราษีไศลเกิดผลกระทบถึง ๑๔๐ หมู่บ้าน ๘ อำเภอ ๓ จังหวัด เป็นจำนวนพื้นที่หลายหมื่นไร่
การดำเนินการจริงของโครงการยังใช้ข้อมูลเท็จเกือบทั้งหมด กรณีเขื่อนราษีไศลโครงการอ้างว่ามีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ๓๘,๐๐๐ ไร่ และใช้ข้อมูลนี้โจมตีราษฎรว่าเรียกร้องค่าชดเชยในพื้นที่เกินขอบอ่าง ต่อมาเมื่อกรมชลประทาน (ชึ่งมารับผิดชอบแทน) ได้มาปักหลักขอบเขตอ่างเก็บน้ำ (ปี ๒๕๔๖) ในระดับ ๑๑๙.๐๐ ม.รทก. ตามระดับขอบเขตที่กำหนดไว้ ปรากฎว่าพื้นที่อ่างเก็บน้ำราษีไศลกว้างขวางถึง ๙๓,๐๐๐ ไร่
ในพื้นที่เขื่อนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันกับกรณีเขื่อนราษีไศล
๔. ด้านสาธารณสุข การควบคุมพยาธิในปลา หอย และโรคระบาดอื่น ๆ ไม่มีความชัดเจน โครงการโขง ชี มูล ถึงขนาดเสนอว่า ให้ชาวอีสานเปลี่ยนอุปนิสัยการบริโภค
๕. แหล่งโบราณคดีในพื้นทีโครงการ ๑๖๗ แห่ง มีเพียงผลการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นว่ามีที่ไหนบ้างแต่ไม่มีการระบุชัดว่าจะกระทบอย่างไรและแก้ไขอย่างไร ตลอด ๑๕ ปีของโครงการโขง ชี มูล ไม่ปรากฎจะแสดงข้อคำนึงเรื่องเกี่ยวกับโบราณสถานอันเป็นรากเหง้าจิตวิญญาณของคนอีสานเลย มีประการเดียว ดำเนินการดั้มงบประมาณออกมาก่อสร้าง ที่สร้างผลกระทบและเหยียบย่ำหัวใจของชาวอีสานตลอดมา
๖. การคิดความคุ้มค่า คชก. และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีมติให้โครงการโขง ชี มูลศึกษาผลกระทบ หาทางป้องกันแก้ไขให้ครบถ้วยก่อนและคิดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นต้นทุนด้วย
เมื่อพิจารณาถึงค่าใช้าจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันแล้วเราสามารถพูดได้เลยว่า โครงการ
โขง ชี มูล ไร้ความคุ้มค่าอย่างสิ้นเชิงค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายที่โครงการไม่ได้คำนวณ
ไว้ตั้งแต่ต้นคือ
(๑) ค่าชดเชยที่ต้องจ่ายกรณีราษีไศลอาจถึง ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ล้านบาท กรณีเขื่อนหัวนาก็ประมาณเดียวกัน ที่หนองหานกุมภวาปีและอีกหลายพื้นที่ (๒) ค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาดินเค็ม ซึ่งถ้าให้ครบถ้วยตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้วการแก้ไขอาจต้องใช้งบประมาณมากกว่าราคาค่าก่อสร้างโครงการประสบการณ์ของโครงการเมอรี่ ดาร์ลิ่งในออสเตรเลียที่โครงการโขง ชี มูล ลอกแบบมาถึงขนาดมีระบบระบายน้ำทิ้งเช่นเดียวกับการบำบัดน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม และต้องเจาะสูบน้ำใต้ดินในบริเวณเขตชลประทานซึ่งเค็มมาก ลำเลียงตามท่อไปทำเหมืองเกลือในพื้นที่ที่ไกลออกไปเป็น ๑๐๐ กิโลเมตร จึงจะแก้ปัญหาได้ ตัวอย่างที่โครงการโขง ชี มูลแอบอ้างอย่างโก้ ๆ คือ ที่ออสเตรเลีย ชาวออสเตรเลียผู้หวังดีเคยนำคนไทยไปดูแล้ว ปรากฎว่าเป็นตัวอย่างเลว ๆ ที่ไม่ควรเอาอย่างแค่นั้นเอง
ลองคิดดูในโครงการในระยะที่ ๑ จะหาพื้นที่ชลประทาน ๕ แสนไร่ ใน ๑๔ โครงการ ราคา ๑๐,๓๔๖ ล้านบาท ขณะนี้ได้พื้นที่ชลประทานที่ใช้ได้จริงที่เขื่อนราษีไศลและเขื่อนชุมพวง รวมแล้วประมาณ ๙๐๐ ไร่เท่านั้นเอง
เฉพาะที่ราษีไศลดูคร่าวๆ จากราคาก่อสร้างและที่จ่ายค่าชดเชยไปแล้วและพื้นที่ชลประทานที่จะได้จริง อาจปรากฏตัวเลขว่า ลงทุนถึง ๑๗๐,๐๐๐ บาท เพื่อได้พื้นที่ชลประทาน ๑ ไร่เท่านั้น ยังไม่นับว่าพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในภาคอีสานเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ แหล่งเลี้ยงสัตว์ แหล่งทำกิน แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่นี้ต้องเสียไป ๙๓,๐๐๐ ไร่ เพื่อนำน้ำมาทำนาปรังในที่สูงนาดินทรายเป็นตัวเลขพื้นที่ตามโครงการ ๓๔,๔๒๐ ไร่ และอาจจะใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยเพราะน้ำเค็ม ดินเค็ม
ขณะที่วิกฤตการณ์จากโครงการโขง ชี มูล ยังไม่เห็นหนทางที่จะแก้ไข อภิมหาโครงการชลประทานขนาดใหญ่ก็ถูกริเริ่มโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในนามโครงการน้ำแก้จน ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ใช้งบประมาณรวม ๔๐๐.๐๐๐ ล้านบาท ด้วยการพัฒนาโครงข่ายน้ำเชื่อมต่อกันด้วยระบบท่อส่งน้ำ แต่จากบทเรียนที่ได้รับจากการติดตามโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำ ตามแผนปฏิบัติการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๘ โดยรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อคราวประชุมวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ระยะเวลาดำเนินการ ๕ ปีใช้งบประมาณ ๑๓,๔๗๕ ล้านบาท โดยมีข้อสังเกตว่า กรมชลประทานเร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนศึกษาและหลังจากได้ดำเนินการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำในพื้นที่นำร่องแล้วเสร็จ ควรเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับและผลกระทบระหว่างการก่อสร้างระบบคลองส่งน้ำแบบเดิม กับการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร ก่อนที่จะขยายผลการดำเนินการตามแผนแม่บทต่อไป
กรมชลประทานได้มอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษา ทำการศึกษาโครงการดังกล่าว โดยกำหนดพื้นที่ดำเนินการโครงการนำร่องเพียง 50,000 ไร่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี
( ปี 2540-2542) วงเงินงบประมาณทั้งสิ้นของโครงการ 875,000,000 บาท หลังจากนั้นจะประเมินผลของโครงการ ตามข้อสังเกตที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539
จากการติดตามโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำนำร่อง ทางเครือข่ายลุ่มน้ำอีสานพบว่า
๑.แม้ในแผนปฏิบัติการและการดำเนินงานของโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำจะระบุขั้นตอนการดำเนินการไว้อย่างชัดเจนว่า การดำเนินโครงการจะเริ่มจากการจัดตั้งองค์กรจัดการโครงการขึ้นมาควบคุมการดำเนินงานและทำประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ให้ยอมรับนโยบายที่ว่าเกษตรกรจะต้องร่วมลงทุนก่อสร้างระบบท่อจ่ายน้ำจากสระรับน้ำไปยังแปลงของเกษตรกรรมของตนเอง และต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากการทำนามาเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อย แต่ความจริงในการปฎิบัติจากโครงการชลประทานระบบท่อ บ้านโนนฆ้อง บ้านโพธิ์ตาก บ้านหนองแสง ต.หนองผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ชาวบ้านได้รับการชี้แจงจากกรมชลประทานเพียงว่า จะมีโครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำ เพื่อส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ทำนาปี นาปรังหลังจากนั้นผู้นำก็ได้นำข้อมูลไปบอกกับชาวบ้าน ในส่วนชาวบ้านจึงยินยอมให้วางแนวท่อผ่านหน้าบ้าน และพื้นที่ทำการเกษตร พร้อมกับวางถังพักน้ำจำนวน 15 ถัง จุน้ำในแต่ละถังได้ 108 ลบ.ม. ความสูง 6 เมตร และหัวจ่ายน้ำที่ติดตั้งมิเตอร์เพื่อวัดปริมาณการใช้น้ำของเกษตรกร เท่านั้น ดังนั้น เมื่อชาวบ้านทราบความจริงของโครงการฯ ชาวบ้านจึงคัดค้านการดำเนินโครงการฯ
๒.เมื่อโครงการชลประทานระบบท่อบ้านโนนฆ้องก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้มีการทดลองเปิดน้ำ ปรากฏว่าเกิดปัญหาท่อแตก รั่ว ซึม ไม่สามารถส่งน้ำไปยังท่อส่งน้ำที่อยู่เหนือสถานีสูบน้ำได้
นอกจากนั้นยังพบปัญหาท่ออุดตัน เนื่องจากการสูบน้ำมีดินตะกอนเข้าไปด้วย
๓.เกษตรกรต้องรับภาระค่าไฟฟ้าจากการสูบน้ำทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้นในขณะที่ราคาผลผลิตการเกษตรไม่แน่นอน โดยกรณีบ้านโนนฆ้อง การตั้งสถานีสูบน้ำต่ำกว่าถังพักน้ำหรือพื้นที่เกษตรของชาวบ้านทำให้เครื่องสูบน้ำต้องทำงานหนักขึ้น
๔.การจัดเก็บค่าคืนทุนตามแผนของโครงการฯ ปัจจุบันโครงการชลประทานระบบท่อบ้านโนนฆ้องยังไม่สามารถระบุจำนวนเงินที่แท้จริงในการดำเนินโครงการให้ชาวบ้านรับรู้ได้ นอกจากค่าคืนทุนแล้วชาวบ้านยังต้องรับภาระในการซ่อมบำรุงต่อไป
๕.ตามแผนของโครงการฯ เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะโอนให้กลับองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล แต่กรณีดังกล่าวองค์การบริหารส่วนตำบลหนองผือไม่ยอมรับมอบโครงการดังกล่าว
นอกจากความล้มเหลวในด้านเทคนิคแล้ว ความผิดพลาดในด้านหลักการ การมีส่วนร่วมของประชาชนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนเลือกรูปแบบการผลิตของตนเอง ตามภูมิปัญญา และสภาพของระบบนิเวศ ความล้มเหลวของโครงการชลประทานระบบท่อเกิดขึ้นมาอย่างเด่นชัดแต่กระทรวงเกษตรฯ กลับผลักดันเป็นอภิมหาโครงการครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ สวนทางกับแนวทางที่สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่พยายามผลักดันแผนแม่บทชุมชนแบบบูรณาการ เข้มข้น ๒๒ ตำบล เพื่อพิสูจน์ทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องของชุมชน
จากบทเรียนความฉิบหายที่ได้รับจากโครงการโขง ชี มูล และความล้มเหลวของโครงการชลประทานระบบท่อ น่าจะเป็นอนุสรณ์เตือนใจคณะรัฐมนตรีตลอดการประชุมสัญจรในครั้งนี้ ไม่ให้กำหนดนโยบาย หรืออนุมัติโครงการใดๆในการพัฒนาอีสาน โดยประชาชนชาวอีสานไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดแต่ต้องเป็นผู้รับชะตากรรมเช่นในอดีตนอกจากนั้นเครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน หวังว่าทิศทางการพัฒนาอีสานในอนาคตต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุลและเป็นธรรม ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดนมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังนี้
๑.ยกเลิกโครงการโขง ชี มูน และทบทวนการดำเนินการโครงการชลประทานระบบท่อพร้อมทั้งศึกษาผลกระทบหลังโครงการฯ เพื่อติดตามแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างอยู่โดยเร็ว
๒.เร่งออกพระราชบัญญัติรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยกระบวนการยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน
๓.ส่งเสริมการทำแผนแม่บทชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้เป็นผู้วางแผนแม่บทของชุมชน ทั้งในด้านการจัดการทรัพยากร ด้านการผลิต รวมถึงกำหนดทิศทางการพัฒนาของชุมชน โดยภูมิปัญญาท้องถิ่นตามความต้องการที่แท้จริงโดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนด้านวิชาการและงบประมาณ
สุดท้ายนี้เครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน ขอยืนยันว่าพวกเราพร้อมเสมอ ที่จะร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาตั้งแต่ระดับชุมชน ถึงระดับประเทศเพื่อความอยู่ดีมีสุขร่วมกันของพี่น้องประชาชนชาวไทยตลอดไป
ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน
เครือข่ายลุ่มน้ำอีสาน
21 กุมภาพันธ์ 2547
ข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีสัญจร จังหวัดนครพนม
วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
๑. ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรน้ำ
ตลอดระยะเวลากว่า ๔๐ ปีของการก่อสร้างเขื่อนแรกของประเทศไทยคือ เขื่อนยันฮีหรือเขื่อนภูมิพล จนถึงปัจจุบัน ได้ให้เหตุผลการก่อสร้างเพื่อพัฒนาระบบชลประทานและการเกษตรและจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ยังคงใช้แนวคิดเดิมๆ ที่เชื่อว่า หากมีน้ำมากขึ้น เกษตรกรจะมีรายได้มากขึ้นและสามารถแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งเหตุผลในทำนองเดียวกันนี้ได้ถูกกล่าวอ้างในโครงการโขง-ชี-มูล ว่าภาคอีสานจะเป็นสีเขียวเช่นกัน
โครงการโขง-ชี-มูล และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคอีสานที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังก่อปัญหาให้กับวิถีชีวิตของชาวอีสานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรุนแรง ปัญหาการแพร่กระจายดินเค็ม น้ำเค็ม เกิดขึ้นรุนแรงมากที่สุดในพื้นที่เขื่อนราศีไศล และหนองหานกุมภวาปี จนไม่สามารถนำน้ำมาทำการเกษตรได้ และมักพบว่าพื้นที่น้ำท่วมของโครงการเกินเขตเขตพื้นที่อ่างเก็บน้ำที่โครงการระบุไว้ พื้นที่ทำกินของเกษตรกรที่ถูกน้ำท่วม จึงไม่ได้รับการชดเชย ดังเช่นที่เกิดขึ้นในโครงการราศีไศลที่น้ำท่วมเกินขอบเขตอ่างเก็บน้ำหลายหมื่นไร่ ผลพวงที่ตามมาคือ ค่าชดเชยที่รัฐบาลต้องจ่ายให้กับชาวบ้าน (เพราะชาวบ้านเรียกร้อง) ที่เพิ่มเข้ามาจนให้ต้นทุนการก่อสร้างโครงการสูงเกินกว่าที่ตั้งไว้ นอกจากนั้น โครงการโขง-ชี-มูล ระยะที่ ๑ มีพื้นที่ชลประทานที่ใช้ได้จริงเพียง ๙๐๐ ไร่ ใน ๑๔ โครงการ ที่ตั้งเป้าหมายพื้นที่ชลประทานไว้ ๕ แสนไร่
จากบทเรียนความเสียหายที่ได้รับจากโครงการโขง-ชี-มูล และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอื่นๆ ที่ผ่านมา น่าจะเป็นอนุสรณ์เตือนใจคณะรัฐมนตรีตลอดการประชุมสัญจรในครั้งนี้ ไม่ให้กำหนดนโยบาย หรืออนุมัติโครงการใด ๆ ในภาคอีสานและภาคอื่นๆ โดยประชาชนไม่มีมีส่วนร่วมในการกำหนด แต่ต้องเป็นผู้รับชะตากรรมเช่นในอดีต นอกจากนั้น เครือข่ายประชาชนดังรายนามข้างล่าง หวังว่าทิศทางการพัฒนาอีสานในอนาคตต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน สมดุลและเป็นธรรม ภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริง
ข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
๑. กรณีแม่น้ำสายใดที่ยังไม่มีการก่อสร้างเขื่อนหรือโครงการระบบท่อน้ำ รัฐบาลต้องปล่อยให้แม่น้ำไหลอย่างอิสระตามธรรมชาติ เพื่อดำรงไว้ซึ่งระบบนิเวศน์ วิถีชีวิตชุมชน และการใช้เป็นสาธารณประโยชน์ร่วมกัน
๒. รัฐบาลต้องศึกษาทบทวนและประเมินผลประโยชน์และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง กับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านมาในภาคอีสานและภาคอื่นๆที่ดำเนินการไปแล้ว โดยมีกลไกการศึกษาที่เป็นอิสระ ก่อนที่จะพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ในอนาคต
๓. รัฐบาลต้องให้ความเคารพ ไม่ละเมิดสิทธิการใช้น้ำของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการกำหนดนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำในปัจจุบัน ต้องเปิดให้มีการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนทั้งประเทศ ร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจ มากกว่าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
๔. โครงการพัฒนาหรือนโยบายการจัดการน้ำใดๆ ต้องคำนึงถึงระบบนิเวศน์ที่หลากหลาย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และต้องสอดคล้องกับกายภาพและวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น
๕. รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับทางเลือกการจัดการน้ำ หรือการพัฒนาแหล่งน้ำในโครงการขนาดเล็ก ที่กระจายอยู่ใกล้ชุมชน เพื่อง่ายแก่การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ของเกษตรกร มากกว่าการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่
๖. รัฐบาลต้องให้สิทธิชุมชนในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ (ป่าโคก ป่าทาม) ห้วยหนอง และสัตว์น้ำตามธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์และสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น
๗. รัฐบาลต้องสร้างหลักประกันที่ชัดเจนที่จะไม่ให้การลงทุนสาธารณะด้านแหล่งน้ำ ต้องถูกแปรเป็นไปสิทธิประโยชน์ของเอกชนหรือบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้นโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, การประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค
๒. ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมและการเกษตรภาคอีสาน
มูลเหตุหนึ่งของการล่มลงทางเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ มาจากการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่พึ่งทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และค่าแรงราคาถูกเป็นปัจจัยกระตุ้นการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันและอนาคต คือ การเปิดการค้าเสรีแบบทวิภาคี จะผลักให้ประชาชนไทยจำนวนหนึ่งสูญเสียอาชีพ โดยเฉพาะเกษตรกรในภาคชนบท และถูกบีบบังคับให้เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมเกษตรที่ถูกควบคุมโดยบริษัทการเกษตรเอกชน
การเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศจีนซึ่งมีค่าจ้างแรงงาน และต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประเทศไทย ทำให้การแข่งขันของไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ประเทศไทยจึงต้องหันไปเร่งนำทรัพยากรใหม่ๆ ขึ้นมาขาย เช่น แร่โพแตสในจังหวัดอุดรธานี
ภายใต้นโยบายการปฏิรูประบบราชการมีการผลักดัน ให้ลดบทบาทการบริการภาครัฐเช่นการผลิตเมล็ดพันธุ์ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยให้ภาคเอกชนผลิตแทน แนวทางดังกล่าวจะนำไปสู่การผูกขาดครอบงำพันธุกรรมพืช สัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการประกอบอาชีพการเกษตรของเกษตรกรรายย่อย บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ที่ผ่านมา ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักและข้าวโพดขายปีละ ๒๓,๐๐๐ ตัน และ ๖๐,๐๐๐ ตัน ตามลำดับ ในส่วนของเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเป็นเชื้อพันธุ์ปีละ ๙ แสนตัน บริษัทขนาดใหญ่จึงเริ่มหันมาทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าวมากขึ้น เนื่องจากข้าวเป็นพืชหลักที่เกษตรในภาคอีสานปลูกมากที่สุด โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวหอมมะลิในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรดำเนินไปตามทิศทางดังกล่าว ผลที่จะเกิดขึ้นตามมากับเกษตรกรในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือการทำลายการพึ่งตนเองทางพันธุกรรมพืช และสูญเสียอำนาจการต่อรองในที่สุด เนื่องจากต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเอกชนในราคาแพง
การสนับสนุนการทำปศุสัตว์ตามแผนยุทธศาสตร์ภาคอีสาน ที่นำเสนอโดยสภาพัฒน์ฯ สินค้าปศุสัตว์จะตกอยู่ภายใต้ระบบการค้าเสรี เมื่อประเทศไทยถูกเรียกร้องให้เปิดเสรีด้านปศุสัตว์ สินค้าปศุสัตว์ซึ่งมีความสำคัญต่อชาวอีสาน จะประสบกับความเสี่ยงต่อราคาผลผลิตตกต่ำ
ข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
๓. การพัฒนาอุตสาหกรรมภาคอีสาน กรณีเหมืองแร่โพแตส ให้ยุติโครงการเหมืองแร่โพแตส เนื่องจากจะสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน การเกษตร ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และหยุดการแพร่กระจายดินเค็มจากโครงการขนาดใหญ่
กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนหัวนา จังหวัดศรีสะเกษ
กลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
กลุ่มสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี
กลุ่มชุมชนแออัด จังหวัดอุบลราชธานี
กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำมูล
เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำชี
เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำยัง
เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำเสียว
เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำเซิน
เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำปาว
เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำลำชี จังหวัดสุรินทร์
เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำมูล
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
เครือข่ายลุ่มน้ำภาคอีสาน
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
เครือข่ายทรัพยากรลุ่มน้ำห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภูมินิเวศน์เทือกเขาภูพาน
ชมอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำสงคราม
เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน
เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.อีสาน)
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ)
โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ
กลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มและการจัดการทรัพยากรแร่ภาคอีสาน