คำประกาศสันติภาพ

สวนศิลปะ สี่แยกปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

วันที่ 19 ตุลาคม พุทธศักราช 2546

การประชุมสุดยอด ผู้นำ 21 พันธมิตรเขตเศรษฐกิจเอเซีย-แปซิฟิก หรือเอเปค ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 20 – 21 ตุลาคม 2546 นับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อสมาชิกเอเปกทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจที่ผู้นำสูงสุดของหลายประเทศ จะมาพบปะพูดคุยประเด็นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และด้านสังคม ภายใต้คำขวัญ ก็คือการเชิดชู "ความหลากหลายแตกต่างกัน" และ "การร่วมกันเป็นหุ้นส่วนในสังคมอนาคต"

พวกเรา ในนามเครือข่ายโลกาภิวัตน์ภาคประชาชนเพื่อสันติภาพ ซึ่งเป็นประชาชนซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย จากการดำเนินนโยบายต่างประเทศด้านการเมืองและการทหาร รวมทั้งการเจรจาข้อตกลงเขตเสรีการค้า ของรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกา ในทางกลับกัน การประชุม A.P.E.C. ก็คือการเฉลิมฉลองความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย

อย่างไรก็ตามการประชุมครั้งนี้ นอกจากการเป็นเจ้าภาพที่ดีสร้างภาพพจน์หน้าตาประเทศให้ดูดีรับแขกต่างประเทศแล้ว ประชาชนไทยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากคนจนทั้งในเมืองและชนบทกลับไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาสาระสำคัญของการเจรจาที่จะมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างกว้างขวางลึกซึ้งแต่อย่างใด

ในการประชุมครั้งนี้รัฐบาลไทยได้กำหนดที่จะร่วมเจรจาและลงนามความตกลงเรื่องเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงนามเพื่อเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรีไทย-อเมริกา ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาได้ใช้ทุกโอกาส ทุกกลไก ไม่ว่าจะเป็นเวทีองค์การการค้าโลก เวทีเอเปค หรือการเจรจาทวิภาคี ในการผลักดันนโยบายเสรีนิยมที่เชิดชูกลไกตลาดเสรีที่รับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติสหรัฐอเมริกา และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่กลุ่มในแต่ละประเทศ โดยขูดรีดเอาทรัพยากรและความมั่งคั่งของประชาชนทั้งชาติไปเป็นผลประโยชน์ของตน

เครือข่ายโลกาภิวัตน์ภาคประชาชนเพื่อสันติภาพ ได้ติดตามปัญหาและผลกระทบของการเปิดเสรีทางการค้าเฉพาะอย่างยิ่งการค้าสินค้าเกษตรมาโดยตลอด เห็นว่าพฤติกรรมของประเทศสหรัฐอเมริกาในการใช้อำนาจอิทธิพลทั้งทางเศรษฐกิจ และทางทหาร มาบีบบังคับกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยให้ยินยอมตามข้อตกลงด้านการค้า การลงทุนที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการเข้ารุกรานเข่นฆ่าประชาชนในประเทศอัฟกานิสถาน และอิรัก เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ จึงขอเรียกร้องต่อประธานาธิบดีบุชและที่ประชุมเอเปค ดังต่อไปนี้

  1. หยุดใช้เวทีเอเปค เป็นกลไกสร้างความชอบธรรมให้กับวาระและผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา อาทิ ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา และพืชตัดต่อพันธุกรรม โดยทางอเมริกาพยายามยกเอาประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรมาบีบให้ไทยยอมรับกฎหมายสิทธิบัตรที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งถูกต่อต้านหนักจากประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ เนื่องจากเป็นการปกป้องการผูกขาด และจำกัดสิทธิในการเลือกของประชาชน เช่น เรื่องสิทธิบัตรยา พบว่ายาบางตัวมีราคาสูงถึง 1-2,000 เปอร์เซ็นต์ กรณีเรื่องพืชตัดต่อพันธุกรรม การเปิดเสรีพืชดังกล่าว จะเปิดโอกาสให้บรรษัทข้ามชาติของสหรัฐ ฯ เข้ามายึดครองตลาดและผูกขาดเมล็ดพันธุ์สำคัญ ๆ เฉพาะอย่างยิ่ง ฝ้าย ถั่วเหลือง มันฝรั่ง รวมทั้งข้าว เป็นต้น
  2.  
  3. สหรัฐ ฯ ต้องหยุดผลักดันการทำสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม การเปิดเสรีทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศที่มีระดับการพัฒนาต่างกันย่อมหมายถึงความไม่สมดุลย์ทางผลประโยชน์ เช่น การเปิดเสรีการลงทุนที่สหรัฐ ฯ พยายามนำเสนอนั้นไม่ก่อประโยชน์ต่อประเทศผู้รับการลงทุนแต่อย่างใด นอกจากจะเป็นเพียงการให้อภิสิทธิ์แก่บรรษัทข้ามชาติอเมริกันที่จะสามารถกอบโกยผลประโยชน์สูงสุด
  4. สหรัฐ ฯ ต้องหยุดการดำเนินนโยบายแบบสองมาตรฐาน กล่าวคือด้านหนึ่งมาทำข้อตกลงเปิดการค้าเสรี ผลักดันในเวทีเอเปคให้ลดภาษีศุลกากรสินค้าเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับไม่พิจาณาอย่างจริงจังในการลดการอุดหนุนภายในประเทศซึ่งส่งผลให้สินค้าเกษตรซึ่งราคาต่ำกว่าความเป็นจริงถูกทุ่มเข้ามาในตลาดประเทศกำลังพัฒนา กรณีประเทศไทยนโยบายดังกล่าวของสหรัฐ ฯ ได้ทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก อาทิผู้ปลูกถั่วเหลือง ข้าวโพด ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย ขณะเดียวกันก็ดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าทุกรูปแบบ ตัวอย่างเช่น มีการออกกฎหมายฉบับใหม่ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ธันวาคม 2546 เรียกว่ากฎหมายการก่อการร้ายทางด้านอาหาร กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายกีดกันทางการค้าที่รุนแรงที่สุดฉบับหนึ่ง และจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างสาหัส ในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้จะทำให้ต้นทุนของประเทศต่าง ๆ ที่ส่งอาหารเข้าไปขายในสหรัฐ ฯ เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์
  5. สหรัฐ ฯ ต้องหยุดความพยายามเปลี่ยนเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเช่น เอเปค มาเป็นเครื่องมือในการขยายอำนาจทางการเมืองและการทหาร การใช้เวทีเอเปคมาพูดคุยเรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย รวมไปถึงการทำให้ความร่วมมือการต่อต้านการก่อการร้ายเป็นเงื่อนไขของการเจรจาการค้า นโยบายก้าวร้าวทางทหารของรัฐบาลสหรัฐ ฯ ทำให้มีการก่อสงครามที่อัฟกานิสถานและอิรัก ซึ่งมีผลให้มีพลเรือนล้มตายเป็นจำนวนมาก เป็นภัยต่อสันติภาพของโลก และสหรัฐ ฯ ยังประกาศว่าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ และยังข่มขู่ประเทศอื่น ๆ เช่น อิหร่าน ซีเรีย และเกาหลีเหนืออีกด้วย นี้นับว่าเป็นการก่อการร้ายที่แท้จริง
  6. ประการสุดท้าย เราขอยืนยันว่ากระบวนการเจรจาการค้าและการลงทุนซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ใช่เพียงเป็นเวทีต่อรองผลประโยชน์สำหรับชนชั้นนำเท่านั้น หากแต่จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาและตัดสินใจ

เครือข่ายโลกาภิวัตน์เพื่อสันติภาพขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าการกระทำของสหรัฐอเมริกาในการข่มขู่คุกคาม ก่อสงครามภายใต้ข้ออ้างการต่อต้านการก่อการร้าย เป็นภัยต่อสันติภาพของโลก และการใช้อำนาจบีบบังคับให้รัฐบาลต่าง ๆ ยินยอมตามความต้องการและผลประโยชน์ของของสหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยไม่สามารถยอมรับได้ และจะดำเนินการคัดค้านจนถึงที่สุด ทั้งนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประชาชนไทยอย่างแท้จริง

ด้วยความสมานฉันท์

เครือข่ายโลกาภิวัตน์ภาคประชาชนเพื่อสันติภาพ

กลุ่มเพื่อนประชาชน

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาชาธิปไตย

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาชาธิปไตย จังหวัดสุรินทร์

แนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง

ศูนย์ประสานงานองค์กรประชาชนจังหวัดกาญจนบุรี

สมัชชาลุ่มน้ำมูล

เครือข่ายองค์กรชาวบ้านป่าที่ดินภาคอีสาน

กลุ่มศึกษาปัญหาดินเค็มและการจัดการทรัพยากรแร่ภาคอีสาน

กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน

สพพันธ์แรงงานสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและเครื่องหนังแห่งประเทศไทย

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

สหพันธ์เเกษตรกรภาคเหนือ

แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ

สมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทย

กลุ่มศิลปินเพื่อสันติภาพ

เครือข่ายองค์ประชาชนจังหวัดสุรินทร์

เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภาคอีสาน

เครือข่ายเหล้าพื้นบ้านแห่งประเทศไทย

เครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน จังหวัดสุรินทร์

เครือข่ายคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง