แถลงข่าวองค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย
กรณีการลักลอบนำพันธุ์ข้าวหอมมะลิของไทยไปปลูกและวิจัยในต่างประเทศ
ตามที่มีรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับเกี่ยวกับการลักลอบนำพันธุ์ข้าวหอมมะลิของไทยไปปลูกในประเทศเพื่อนบ้านนั้น องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย(BIOTHAI)
ซึ่งได้ติดตามเกี่ยวกับกรณีการปกป้องข้าวหอมมะลิมานับตั้งแต่ปี 2540
เป็นต้นมา
เห็นว่า
1.
นโยบายการส่งเสริมประเทศเพื่อนบ้านให้ปลูกข้าวและพืชเกษตรอื่นๆแล้วรับซื้อคืนกลับมานั้น เป็นนโยบายที่ถูกผลักดันมาโดยบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.)
มานานอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2540
เป็นต้นมา
โดยในการบรรยายครั้งหนึ่งของนายธนินทร์ เจียรวนนท์ เมื่อวันที่ 21
สิงหาคม 2540 นั้น มีเนื้อความว่า
เราน่าจะไปส่งเสริมได้ทั้งบุญได้ทั้งคุณ ไปส่งเสริมเขาปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกถั่วเหลือง ถ้าเราไม่ไปส่งเสริมวันหนึ่งคนอื่นๆก็จะไปส่งเสริม อย่านึกว่าเราไม่ส่งเสริมแล้วเขาจะอยู่กับที่ ไม่ใช่ เราน่าจะได้เปรียบต่อทุกประเทศ เขาจนเขาไม่มีเงิน แต่ผืนแผ่นดินเขาคืออุตสาหกรรม ถ้าเราเอาแทรกเตอร์ไปไถ เอาข้าวโพดไปหว่าน แม้อย่างขี้หมูขี้หมาได้ไม่มากก็น้อย เราต้องซื้อผลผลิตเขามา ไม่ใช่ว่ากลัวว่าซื้อแล้วจะทำให้ราคาตลาดในเมืองไทยตกต่ำ พวกเราฟังแล้วอาจจะงงว่าผมให้ราคาสินค้าเกษตรแพง แล้วทำไมส่งเสริมเพื่อนบ้าน แล้วไปซื้อของเขามา เราต้องซื้อมาเพื่อส่งออก เพื่อเพิ่มมูลค่า
นโยบายของนายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่มีนโยบายรับซื้อข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านโดยปราศจากภาษีนำเข้าจึงเป็นการเอื้ออำนวยต่อบริษัทยักษ์ใหญ่การเกษตรของไทยที่ต้องการเอาพันธุ์พืชของไทยไปส่งเสริมในประเทศดังกล่าว แล้วรับซื้อมาเพื่อประโยชน์กับบริษัทของตน โดยหาได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรภายในประเทศแต่ประการใดไม่
2. กรณีที่ นายสุเมธ เหล่าโมราพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.อินเตอร์เทรด จำกัด ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์แบ่งรับแบ่งสู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัท ซี.พี.อาจมีโครงการวิจัยเรื่องข้าวในในต่างประเทศนั้น
หากพบว่าเป็นการนำข้าวหอมมะลิไปวิจัยในประเทศเพื่อนบ้านจริงก็หาทำให้รอดพ้นความผิดไปได้ไม่
เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.
2542 บัญญัติให้ข้าวหอมมะลิเป็น พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป
ซึ่งผู้ใดที่เก็บจัดหา รวมรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปเพื่อทำการปรับปรุงพันธุ์จะต้องได้รับคำอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และจะต้องทำสัญญาแบ่งปันผลประโยชน์ก่อนตามมาตรา 52
โดยหากไม่ดำเนินการ จะมีความผิดตามมาตรา 66
คือ จำคุก 2 ปี หรือปรับ 400,000
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3.
องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทยเห็นว่า การให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 14
พฤษภาคม 2547 ที่ว่า ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ กรณีที่มีการนำเอาพันธุ์ข้าวหอมมะลิไปปลูกในต่างประเทศนั้น ถือว่าเป็นคำให้สัมภาษณ์ที่หลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายได้ให้อำนาจไว้ เนื่องจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรมีฐานะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ
แม้กฎหมายไม่สามารถเอาผิดกับผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในต่างประเทศได้ แต่อธิบดีกรมวิชาการเกษตรและรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรสามารถเอาผิดแก่ผู้ลักลอบนำข้าวหอมมะลิไปปลูกในต่างประเทศได้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะเมินเฉยต่อการละเมิดกฎหมายและละเลยต่อการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศมิได้
4.
โดยเหตุที่ผู้กระทำผิดตามบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าวอาจเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งการดำเนินการของอธิบดีกรมวิชาการเกษตรโดยลำพังอาจไม่เพียงพอที่จะเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทยจึงเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งรักษาการตามพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนผู้ลักลอบนำข้าวหอมมะลิไปปลูกยังต่างประเทศเป็นการด่วน ทั้งนี้เพื่อหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ จะได้เป็นบรรทัดฐานสำหรับป้องปรามมิให้กลุ่มผลประโยชน์ใดๆนำข้าวหอมมะลิไปปลูกยังต่างประเทศอีก ซึ่งจะสร้างผลกระทบต่อชาวนาที่ปลูกข้าวหอมมะลิ และกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม
5.
หากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีการดำเนินการใดๆเพื่อสอบสวนบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือบริษัทใดๆที่อาจเกี่ยวข้องกับการนำข้าวหอมมะลิไปปลูกหรือนำไปวิจัยในต่างประเทศซึ่งถือว่ามีความผิดตามมาตรา 52
ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2546
องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย จะประสานกับกลุ่มชาวนาที่ปลูกข้าวหอมมะลิ และองค์กรชาวนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการแจ้งความกล่าวโทษผู้ที่เกี่ยวข้องที่ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ต่อไป
องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทยเห็นว่าความขัดแย้งในเรื่องพันธุ์ข้าวในกรณีนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกี่ยวกับเพื่อนบ้าน
รัฐมนตรีที่ที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตรควรดำเนินการสอบสวนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ในขอบเขตภายในประเทศก่อน โดยอาศัยกฎหมายภายในที่มีอยู่เป็นพื้นฐาน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้าน
และป้องกันมิให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างประชาชนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต
วันที่ 17 พฤษภาคม 2547
องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย(BIOTHAI)
801/8 งามวงศ์วาน 27 อ.เมือง จ.นนทบุรี โทรศัพท์ 02-9527953
www.biothai.net
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542
มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ดังนี้
มาตรา 52 ผู้ใดเก็บ
จัดหา
หรือรวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป
พันธุ์พืชป่า
หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์พืชดังกล่าว
เพื่อการปรับ ปรุงพันธุ์
ศึกษาทดลอง
หรือวิจัยเพื่อประโยชน์ในทางการค้า จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
และทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ โดยให้นำเงินรายได้ตามข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ส่งเข้ากองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 64
ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา 33
หรือมาตรา
47
โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้