แถลงการณ์
เปิดเผยแนวโน้มของข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อเมริกา
ผลประโยชน์ของประเทศที่ต้องหยิบยื่นให้บริษัทข้ามชาติ
โดย กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรี-ภาคประชาชน*
ในช่วงการประชุมองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค (APEC) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนตุลาคม 2546 นี้นั้น รัฐบาลไทยได้กำหนดที่จะร่วมเจรจาและลงนามความตกลงเรื่องเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงนามเพื่อเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรีไทย-อเมริกา
รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้แถลงต่อสาธารณะหลายครั้งถึงข้อดีนานัปการของการลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรี เช่น เป็นการเปิดตลาดสินค้าของไทยที่จะมีโอกาสเข้าไปขายในต่างประเทศ การทำให้ผู้บริโภคในประเทศมีโอกาสที่จะซื้อสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าเดิม รวมทั้งเป็นการกระตุ้นให้ภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศมากขึ้น เป็นต้น
กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรี-ภาคประชาชนซึ่งประกอบไปด้วยนักวิชาการและนักกิจกรรมจากสถาบันการศึกษา องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ และองค์กรพัฒนาเอกชน เห็นว่าข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดทำเขตการค้าเสรีดังกล่าวเป็นการสื่อสารข้อมูลด้านเดียวจากรัฐบาล และอุตสาหกรรมใหญ่ๆบางกลุ่มเท่านั้น ในขณะที่ภาคประชาชน เช่น เกษตรกร กลุ่มผู้บริโภค สถาบันการศึกษา และกระทั่งแม้แต่สถาบันรัฐสภากลับถูกละเลยไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าวอย่างเท่าที่ควรจะเป็น
เราเห็นว่ากระบวนการดำเนินการเพื่อลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีเช่นนั้น เสี่ยงต่อการเอาผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนคนเล็กคนน้อยของประเทศเพื่อแลกกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่บางกลุ่ม หรือถึงกับอาจทำให้ทั้งประเทศกลายไปเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจและการเมืองไปในท้ายที่สุดได้ หากไม่มีการทบทวนการดำเนินการและเปิดกว้างให้ภาคประชาชนและสถาบันรัฐสภาเข้าไปมีส่วนร่วมรับรู้และตรวจสอบ
จากการศึกษาและวิเคราะห์โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจาก 1) เอกสาร ข้อตกลงเกี่ยวกับกรอบการเจรจาการค้าและการลงทุน (TIFA : Trade and Investment Framework Agreement) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอดิศัย โพธารามิกได้ลงนามร่วมกับ นายโรเบิรต์ บี. โซลลิค ( Robert B. Zoellick ) ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative ) เมื่อครั้งประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปคครั้งที่ 10 เมื่อเดือนตุลาคม 2545 ที่เมือง Los Cabos ประเทศเม็กซิโก 2) ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกา-ชิลี และข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกา-สิงคโปร์ ซึ่งได้ลงนามและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแล้วจากรัฐสภาของทั้งสองประเทศเมื่อเร็วๆนี้ และ 3)จากประสบการณ์ผลที่เกิดขึ้นแล้วจากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North America Free Trade Area : NAFTA)ซึ่งจัดตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ เราเห็นว่าหากรัฐบาลไทยจะลงนามภายใต้กรอบการเจรจาและมีเนื้อหาเช่นเดียวกับข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่สหรัฐอเมริกาลงนามร่วมกับประเทศชิลีและสิงคโปร์ จะเกิดความเสียหายกับประเทศชาติและประชาชน ดังต่อไปนี้
1) การลงนามภายใต้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาโดยให้สามารถจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิตได้จะเป็นการเปิดประเทศให้บรรดาบรรษัทข้ามชาติของสหรัฐฯเข้ามายึดครองทรัพยากรชีวภาพของประเทศในท้ายที่สุด บรรษัทข้ามชาติสหรัฐฯซึ่งมีขีดความสามารถในการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพสูงกว่า จะเข้ามาจดสิทธิบัตรโดยเพียงแต่รู้หน้าที่ของหน่วยพันธุกรรม หรือแค่ดัดแปลงเพียงเล็กน้อย ในหน่วยพันธุกรรมของพืชเกษตร สมุนไพร พันธุ์สัตว์ จุลินทรีย์ และแม้แต่พันธุกรรมจากร่างกายของคนไทยเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร ยา และอื่นๆ ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของโลกจะไม่สามารถใช้ทรัพยากรของเราเพื่อใช้ประโยชน์ในการวิจัยและการค้าได้ในอนาคต เนื่องจากสิทธิแบบผูกขาดในระบบสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต
2) การเปิดเสรีพืชจีเอ็มโอและสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ จะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติจากสหรัฐฯซึ่งเป็นเจ้าของตลาดเมล็ดพันธุ์พืชจีเอ็มโอกว่า 90 % ของโลกเข้ามายึดตลาดและผูกขาดเมล็ดพันธุ์สำคัญๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ้าย ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง มะละกอ รวมทั้งพืชอื่นๆที่เป็นพืชสำคัญของไทย เช่น ข้าว เป็นต้น เกษตรกรไทยต้องซื้อพันธุ์พืชราคาแพงกว่าปกติหลายสิบเท่าถึงร้อยเท่า และไม่สามารถเก็บรักษาพันธุ์พืชเอาไว้ปลูกและขยายพันธุ์ต่อไปได้ในอนาคต นอกเหนือจากนี้สินค้าอาหารจากสหรัฐฯที่ทุ่มขายในตลาดโลกในราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเนื่องจากได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล จะเข้ามาตีตลาด เป็นผลให้เกษตรกรไทยหลายสาขาต้องล้มละลายเพราะไม่สามารถแข่งขันได้ จนนำไปสู่การครองตลาดสินค้าเกษตรภายในประเทศโดยบรรษัทข้ามชาติจากสหรัฐฯ จากการเปิดเสรีภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีจึงไม่ได้ดีไปกว่าข้อตกลงเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลกเสียอีกเพราะพูดถึงแต่การเปิดตลาดในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯยังคงมีข้ออ้างสารพัดที่จะสนับสนุนทั้งการผลิตและการส่งออกให้กับภาคเกษตรของตนต่อไป
3) หากรัฐบาลไทยยอมตกลงในเนื้อหาเรื่องสิทธิบัตรยาแบบเดียวกับที่ปรากฎในข้อตกลงที่สหรัฐฯทำกับชิลีและสิงคโปร์แล้ว ประเทศไทยต้องยอมให้บรรษัทยาของอเมริกาสามารถขยายการผูกขาดยาจาก 20 ปีไปเป็น 25 ปี โดยอ้างว่าเพื่อชดเชยกับกระบวนการขอรับสิทธิบัตรที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอนุมัติ นอกเหนือจากนี้มาตรการบังคับใช้สิทธิ (compulsory licensing) ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลแทรกแซงในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเพื่อป้องกันการผูกขาดก็ไม่อาจทำได้ ราคายาจะแพงขึ้นไปอีก ในขณะที่การต่อรองบางประการที่เป็นประโยชน์จากการเจราจาภายใต้กรอบองค์การการค้าโลกถูกละเลย
4) การเปิดโอกาสให้ธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาสามารถเข้ามาประกอบกิจการด้านการบริการได้อย่างเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้หลักปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกิจการบริการภายในประเทศทั้งที่ดำเนินการโดยรัฐและเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะถูกกลืนหายไปโดยทุนข้ามชาติ เนื่องจากรัฐบาลจะไม่สามารถสนับสนุนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมให้กับผู้ให้บริการไทยได้ ท้ายที่สุดสวัสดิภาพของผู้บริโภค และความสามารถในการเข้าถึงบริการจำเป็นพื้นฐาน เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา และการรักษาพยาบาล ของประชาชนคนยากคนจนจะถูกลิดรอนไปเนื่องจากราคาที่สูงขึ้นของบริการต่างๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะถูกผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติ
นอกจากนี้การเปิดเสรีด้านการลงทุนโดยการให้การประติบัติเยี่ยงคนชาติกับนักลงทุนสหรัฐฯ จะเป็นผลให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติต่อธุรกิจสัญชาติสหรัฐฯไม่ด้อยไปกว่าที่ปฏิบัติต่อคนชาติของตนเอง เงื่อนไขนี้ถือเป็นการจำกัดอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของไทย เช่นความสามารถของรัฐบาลในการสนับสนุนการลงทุนโดยนักลงทุนไทยที่มีความเหมาะสม และอำนาจการวางแนวทางการลงทุนภายในจะถูกลดเลิกไป หากเป็นเช่นนี้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยในฐานะผู้รับการลงทุน จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ซ้ำร้ายอาจจะเกิดผลกระทบด้านลบอีกด้วย นอกจากนี้ไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่าการเปิดเสรีเช่นนี้จะทำให้การลงทุนที่ดีเพิ่มขึ้น
5) ภายใต้การตกลงเขตการค้าเสรีจะมีการจัดตั้งกลไกการระงับข้อพิพาท (Dispute settlement)ขึ้น โดยตั้งอนุญาโตตุลาการมาทำหน้าที่ตัดสินแทนการใช้ระบบศาลสถิตยุติธรรมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบตุลาการไทย การกระทำเช่นนี้เป็นการลดทอนอำนาจตุลาการซึ่งเป็นหนึ่งในสามสดมภ์ของอำนาจอธิปไตยของประเทศไปใช้กลไกการตัดสินที่อยู่ภายใต้กระแสการครอบงำทางการค้า ประสบการณ์ของการใช้กลไกระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) และเขตการค้าเสรีอเมริกา FTAA (Free Trade Area of Americas) ที่เปิดโอกาสให้บรรษัทข้ามชาติของอเมริกัน เช่น บริษัทจัดส่งพัสดุและเอกสารยูพีเอส (UPS), บริษัทจัดการน้ำและของเสียอะซูริก(Azurix)ซึ่งเป็นสาขาของเอ็นรอน(Enron) และบริษัทจัดการน้ำเบทเทล(Bechtel) ฟ้องร้องต่อรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนวนมหาศาล ทั้งๆที่การดำเนินการของรัฐบาลท้องถิ่นเป็นไปเพื่อปกป้องประโยชน์ของสาธารณะ คือตัวอย่างที่อำนาจอธิปไตยของรัฐถูกลิดรอนซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต
ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการเจรจากับสหรัฐอเมริกานั้นมีลักษณะพิเศษหลายประการที่สังคมควรต้องตระหนัก เนื่องจากมิได้เป็นแค่ข้อตกลงซึ่งมีขอบเขตอยู่เฉพาะการเปิดตลาดสินค้า การลดภาษีหรือยกเลิกโควต้าเท่านั้น แต่มีผลที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายใน การเข้ามาก้าวล่วงอำนาจตุลาการ ตลอดจนมีผลต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกรและประชาชนทั่วไทยโดยทั่วไปด้วย
กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรี ภาคประชาชนเห็นว่าสถาบันต่างๆของชาติ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐสภา สถาบันตุลาการ และภาคสังคมทั้งหมดต้องผนึกกำลังร่วมกันเพื่อตรวจสอบ มีส่วนร่วม และก้าวเข้าไปมีบทบาทในการดำเนินการเจรจาเพื่อจัดทำเขตการค้าเสรีดังกล่าวไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ และปกป้องประเทศไม่ให้กลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศมหาอำนาจ
ด้วยความตระหนักข้างต้น เราจึงขอประกาศว่า
1) เราเห็นชอบกับคำแถลงของกรรมาธิการ 4 คณะของวุฒิสภาซึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ, คณะกรรมาธิการการเกษตร, คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม และคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งแถลงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 ว่า การดำเนินการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีของรัฐบาลเป็นไปโดยขาดการศึกษาผลกระทบ ขาดการศึกษาอย่างเป็นระบบ และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เราขอสนับสนุนแถลงการณ์ของวุฒิสภาที่เรียกร้องให้รัฐบาลต้องนำเสนอเรื่องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ก่อน ที่รัฐบาลจะไปลงนามในกรอบความตกลงใดกับสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่นใดที่อาจมีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจแห่งรัฐ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 224 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
2) กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรี-ภาคประชาชน ขอปวารณาตัวเป็นกลุ่มประสานงานร่วมกับประชาชน และสถาบันต่างๆที่ตระหนักและเห็นปัญหาของจัดทำเขตการค้าเสรีโดยจะจัดทำการศึกษาวิเคราะห์ในเชิงลึก แสวงหาความร่วมมือกับนักวิชาการและนักกิจกรรมที่สนใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินทางปัญญา, เทคโนโลยีชีวภาพและสารสนเทศ, การเปิดเสรีภาคการเกษตร, การเปิดเสรีภาคสาธารณสุข, การเปิดเสรีด้านการลงทุน และผลกระทบที่มีต่ออำนาจตุลาการและอธิปไตยของชาติโดยรวม พร้อมๆกับการจัดเวทีวิชาการสาธารณะเพื่อให้ประชาชนทั่วทุกภาคเข้ามามีส่วนร่วม โดยจะเริ่มต้นกระบวนการนี้ร่วมกับประชาชนในภูมิภาคทั้ง 4 ภาคของประเทศ หลังการประชุมเอเปคเป็นต้นไป
3) ประชาชน ตลอดจนสื่อมวลชนที่ต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบเรื่องเขตการค้าเสรี ตลอดจนการแสดงความคิดเห็น หรือเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาวิเคราะห์สามารถติดตามได้จากเว็บไซด์ http://www.biothai.net ส่งจดหมายอิเลคโทรนิคส์ที่ biothai@biothai.net หรือ จดหมายธรรมดา ที่ กลุ่มศึกษาปัญหาเขตการค้าเสรี-ภาคประชาชน 801/8 งามวงศ์วาน 27 ซอย 5 อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
คำแถลงของกลุ่มในครั้งนี้มิใช่การเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างกระบวนการจัดทำเขตการค้าเสรีของรัฐบาล แต่จะทำหน้าที่ทางวิชาการโดยการสื่อสารกับสถาบันรัฐสภา สื่อมวลชน และภาคประชาชน โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีใดๆที่เกิดขึ้นหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องไม่นำพาประเทศไปเป็นอาณานิคมของประเทศอุตสาหกรรม หรือเพื่อตอบสนองต่อประโยชน์ของกลุ่มธุรกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ข้อตกลงใดๆที่เกิดขึ้นต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ หรือมิฉะนั้นประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
เราจะดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ข้างต้นดังเช่นกับที่ได้เคยปฏิบัติมาในกรณีการคัดค้านกฎหมายสิทธิบัตรยา, การคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นก่อนการให้สัตยาบันอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ, การต่อต้านกองทุนป่าเขตร้อนของสหรัฐฯ, การปกป้องข้าวหอมมะลิ, การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขร่างกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และการติดตามปัญหาเกี่ยวกับข้อตกลงในองค์การการค้าโลก เป็นต้น
13 ตุลาคม 2546