แถลงข่าว คณะกรรมาธิการนานาชาติว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

เผยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มรายจ่ายให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ทั้งยังไม่ช่วยลดปัญหาความยากจนด้วย

ลอนดอน 12 กันยายน 2545

ในการเสนอรายงานสุดท้ายต่อรัฐบาลอังกฤษ คณะกรรมาธิการว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาประกาศว่า การขยายอาณัติของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้ครอบคลุมไปทั่วโลกตามที่บัญญัติไว้ในข้อตกลงระหว่างประเทศ ไม่น่าที่จะก่อให้เกิดคุณประโยชน์สำคัญแก่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ แต่น่าจะเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย เช่น การที่ยาหรือเมล็ดพันธุ์พืชมีราคาแพงขึ้น อันจะยิ่งทำให้การลดปัญหาความยากจนทำได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก

คณะกรรมาธิการฯยังเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (ไวโป) คำนึงถึงสถานการณ์ของประเทศยากจนและความจำเป็นในการพัฒนาของประเทศเหล่านั้นอย่างถูกต้องและสมควร เมื่อคิดจะหาลู่ทางปรับปรุงระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ

รายงานซึ่งผ่านการค้นคว้าอย่างเข้มข้นและมีความยาว 180 หน้านี้ ใช้ชื่อว่า การผสมผสานสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญากับนโยบายการพัฒนา เป็นการรวบรวมผลการศึกษาจำนวนมาก ผนวกกับผลการประชุมและการประชุมเชิงปฏิบัติการอีกนับสิบครั้ง เอกสารทำงาน 17 ชิ้น การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในสาขานี้ รวมทั้งการเดินทางเยือนทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา และการเข้าร่วมการประชุมครั้งสำคัญ ๆ หลายครั้ง รายงานนี้มีข้อเสนอแนะราว 50 ประการ ที่มุ่งจัดปรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดรับกับเป้าหมายด้านการลดความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา หัวข้อที่บรรจุในรายงานดังกล่าว ได้แก่ ทรัพย์สินทางปัญญากับสุขภาพ การเกษตร ภูมิปัญญาดั้งเดิม ลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์และอินเตอร์เน็ต และบทบาทของดับเบิลยูทีโอและไวโปในการเพิ่มพูนผลประโยชน์ของชาติที่กำลังพัฒนา คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้เป็นหน่วยอิสระนานาชาติ ซึ่งประกอบด้วยกรรมาธิการทั้งจากประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา อันมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิทยาศาสตร์ นิติศาสตร์ จริยศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ และมาจากวงการอุตสาหกรรม ภาครัฐบาล และฝ่ายวิชาการ* (ดูรายชื่อคณะกรรมาธิการด้านล่าง)

“ประเทศพัฒนาแล้วมักจะดำเนินการบนสมมุติฐานว่า อะไรที่ดีสำหรับประเทศตน ก็น่าจะดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาด้วย” เป็นคำกล่าวของศาสตราจารย์จอห์น บาร์ตัน ประธานคณะกรรมาธิการฯ และ ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์แห่งสถาบันจอร์จ อี. ออสบอร์น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด “แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การให้การคุ้มครองมากขึ้นและแข็งขันขึ้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการดีเสมอไป ประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรได้รับการส่งเสริมหรือบีบบังคับให้คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแข็งขันขึ้นโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการพัฒนาประเทศและคนยากคนจน ประเทศเหล่านี้ควรได้รับอนุญาตให้ใช้ระบบคุ้มครองสิทธิที่เหมาะสม ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการคุ้มครองสูงสุดก็ได้”

คณะกรรมาธิการฯสรุปว่า ระบบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาโดยรวมแล้ว ให้ผลดีแก่ประเทศกำลังพัฒนาน้อยกว่าที่ให้แก่ประเทศพัฒนาแล้วในหลายๆด้าน ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนา ได้แก่ สุขภาพ การเกษตร การศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบดังกล่าวเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีหลายอย่างที่จำเป็นต่อประเทศกำลังพัฒนา

รายงานของคณะกรรมาธิการฯสรุปต่อไปว่า การขยายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งโลกจะลดความเข้มข้นของการแข่งขันระดับโลกสำหรับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีหลายชนิด เช่น ความเข้มข้นของการแข่งขันกันระหว่างผลิตภัณฑ์ยาที่จดสิทธิบัตรในตลาดประเทศกำลังพัฒนาจะลดลงในปี 2548 เมื่อผู้ผลิตยาสูตรสามัญจะต้องให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรตามข้อตกลงทริปส์ (ข้อตกลงขององค์การการค้าโลกว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการค้า) “ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับประเทศซึ่งการแข่งขันมีน้อยอยู่แล้ว” บาร์ตันกล่าว

“ประเทศกำลังพัฒนาเข้าร่วมในระบบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาสากลในฐานะ ‘ผู้มาทีหลัง’ ในเวทีโลกที่ ‘ผู้ที่มาก่อน’ ได้จัดวางรูปแบบเอาไว้แล้ว” บาร์ตันบอก “ประเทศเหล่านี้ถูกเร่งรัดให้ยอมรับชุดกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนเหมาะสำหรับระบบเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าแล้วมากกว่า เมื่อสมัยที่เศรษฐกิจของประเทศ พัฒนาแล้วยังอยู่ในระดับการพัฒนาที่เทียบเท่ากับประเทศกำลังพัฒนาขณะนี้ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้มาตรฐานทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดอย่างที่สนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาทำ”

คณะกรรมาธิการฯ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายคำนึงถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาให้ครอบคลุมถี่ถ้วน เมื่อคิดจะสร้างระบบทรัพย์สินทางปัญญาสากลขึ้น ประเทศพัฒนาแล้วควรที่จะใส่ใจให้มากกว่านี้กับการประนีประนอมผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ของตนเองกับความจำเป็นที่จะต้องลดความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรายงานระบุว่าเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกคน ไม่ควรนำเอามาตรฐานทรัพย์สินทางปัญญาระดับสูงกว่านี้ไปบังคับใช้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยปราศจากการประเมินผลกระทบอย่างจริงจังและไม่เข้าใครออกใคร ผลกระทบของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาต่อคนยากคนจนนั้น จะผันแปรไปตามภาพการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ รายงานฉบับนี้เสนอว่า การวางรูปแบบระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศใดควรเป็นไปตามสถานะด้านการพัฒนาและภาวการณ์จำเพาะของประเทศนั้นๆ

 

ดับเบิลยูทีโอ และไวโป

รายงานยังเรียกร้องให้สถาบันระหว่างประเทศที่มีภาระรับผิดชอบหลักในการพัฒนานโยบายระดับโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา คือ ดับเบิลยูทีโอและไวโป ให้คำนึงถึงความจำเป็นและผลประโยชน์ของประเทศที่ได้รับผลกระทบเสียหายจากระบบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่สนใจแต่ผลประโยชน์ของผู้ที่จะได้รับผลตอบแทนจากสิทธิดังกล่าวแล้วเท่านั้น

เนื้อหาของรายงานบอกอีกว่า “จำเป็นจะต้องฟังเสียงของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภค ให้ดีกว่านี้ และการจะตัดสินใจอะไรลงไปก็ควรจะต้องมีหลักฐานประกอบที่แสดงผลกระทบที่เกิดจากระบบทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศเหล่านั้นให้มากกว่านี้...ไวโปต้องให้การยอมรับอย่างชัดแจ้งว่าระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้นมีทั้งผลดีและผลเสียสำหรับชาติกำลังพัฒนา”

“ที่ว่ามานี้รวมถึงการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวกับสื่อในระบบดิจิตัลและอินเตอร์เน็ตด้วยเช่นกัน” บาร์ตันกล่าว “การที่สามารถอัดสำเนาซอฟต์แวร์และสื่อดิจิตัลได้ง่ายดาย เป็นแรงยุให้มีการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองสิทธิที่เข้มงวดมาก ซึ่งอาจจะเป็นการลดทอนผลประโยชน์ที่แท้จริงของซอฟต์แวร์และสื่อดังกล่าวที่อาจมีต่อประเทศกำลังพัฒนาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเข้าถึงข้อมูลด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์ในราคาถูก”

การเข้าถึงยารักษาโรค

ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการฯมีต่อไปอีกว่า หากปราศจากสิ่งจูงใจในรูปของสิทธิบัตร ยังเป็นที่สงสัยกันว่าภาคเอกชนจะยอมลงทุนมหาศาลเพื่อค้นคว้าและพัฒนายาชนิดต่าง ๆ ซึ่งหลายชนิดให้ประโยชน์แก่ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของรายงานชิ้นนี้พบว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญา “แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลยในการกระตุ้นให้เกิดการวิจัยเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ ที่แพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ” นอกเสียจากว่าจะมีตลาดขนาดใหญ่อยู่ในโลกที่พัฒนาแล้ว

อันที่จริงแล้ว เมื่อระบบการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแข็งแกร่งและครอบคลุมไปทั่วโลกก็มีแนวโน้มว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมด้านยารักษาโรคในประเทศกำลังพัฒนาจะเพิ่มขึ้น นอกเสียจากว่าจะมีมาตรการต่าง ๆ ต้านไว้ รายงานยังเสนอแนะอีกว่า ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาควรจะใช้นโยบายชุดหนึ่งช่วยปรับปรุงการเข้าถึงยารักษาโรคให้ดีขึ้น วิธีการอย่างหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ วิธีที่จะมียาราคาถูกลงใช้ ซึ่งรายงานนี้หยิบยกขึ้นมาอภิปรายเอาไว้ได้แก่ กลไกที่เรียกว่า “การบังคับใช้สิทธิ” (compulsory licensing)

กลไกการบังคับใช้สิทธิอนุญาตให้ประเทศใดประเทศหนึ่งทำสัญญากับบุคคลที่สามให้ทำการผลิตยาที่มีการจดสิทธิบัตรไว้ได้ หากมีเหตุผลที่ดีที่จะทำเช่นนั้น (เช่น หากรัฐบาลเห็นว่า ราคายาในท้องตลาดมีราคาแพงอย่างไม่เป็นธรรม) ที่จริงแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ เองก็คาดการณ์ว่าจะใช้กลไกนี้ในตอนที่เจรจาต่อรองราคายา ซิโปร (Cipro) หลังจากถูกโจมตีด้วยเชื้อโรคแอนแทร็คซ์เมื่อปีที่แล้ว

รายงานยังแนะนำให้มีการตั้งราคายาต่างกัน ซึ่งจะอนุญาตให้ยาในประเทศกำลังพัฒนามีราคาต่ำลงได้ ในขณะที่ราคาในประเทศพัฒนาแล้วยังคงราคาที่สูงเอาไว้ หากจะทำให้วิธีนี้ได้ผล รายงานแนะว่า “จำเป็นต้องสะกัดไม่ให้ยาที่ราคาถูกกว่าเล็ดลอดกลับไปขายในประเทศพัฒนาแล้วได้” ประเทศกำลังพัฒนาเองก็ควรมุ่งเตรียมระบบกฎหมายของประเทศให้อำนวยความสะดวกแก่การนำเข้ายาที่จดสิทธิบัตร หากสามารถซื้อหาได้ถูกกว่าจากที่อื่น ๆ ในโลก

ประเทศกำลังพัฒนาควรจะกำหนดบทเฉพาะกาลไว้ในกฎหมาย เพื่อเปิดให้ผู้ผลิตยาสูตรสามัญสามารถแข่งขันได้ทันทีที่สิทธิบัตรของยาใดหมดอายุลง เป็นข้อแนะนำประการหนึ่งของรายงาน “ในประเทศพัฒนาแล้ว การแข่งขันจากยาสูตรสามัญตัวทำให้ราคายาลดลงอย่างมาก” บาร์ตันกล่าว และเพิ่มเติมว่า “เมื่อไม่มีเรื่องของสิทธิบัตรในประเทศกำลังพัฒนา ผู้คนจำนวนมากขึ้นก็จะมีเงินพอจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็นได้”

คณะกรรมาธิการตระหนักว่าระบบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายตัว ที่ส่งผลกระทบต่อการได้รับการดูแลสุขภาพของคนยากคนจน ส่วนอุปสรรคสำคัญอื่น ๆ ที่ขัดขวางการเข้าถึงยารักษาโรคในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ การขาดทรัพยากร และขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่เหมาะสม (รวมทั้งโรงพยาบาล คลินิก เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อุปกรณ์การแพทย์ และปริมาณยาที่มากพอ) สำหรับการจ่ายยาได้อย่างปลอดภัยและได้ผล

สิทธิบัตรในพันธุ์พืชและภูมิปัญญาดั้งเดิม

รายงานฉบับนี้ไม่ส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนาให้การคุ้มครองด้านสิทธิบัตรในพืชและสัตว์ ดังที่อนุญาตให้ทำได้ตามข้อตกลงทริปส์ เนื่องจากอาจมีผลเป็นการจำกัดไม่ให้ชาวไร่ชาวนาและนักวิจัยจะนำเมล็ดพันธุ์ไปใช้ รายงานเสนอแนะว่าประเทศพัฒนาแล้วควรที่จะตอบสนองในทางสร้างสรรค์ต่อข้อห่วงใยของประเทศกำลังพัฒนาเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เกี่ยวข้อง

รายงานเห็นว่าควรมีข้อกำหนดให้ผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเปิดเผยแหล่งที่มาทางภูมิศาสตร์ของวัสดุพันธุกรรมนำมาใช้ในการสร้าง “สิ่งประดิษฐ์” ของตนขึ้นมา วิธีดังกล่าวนี้จะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาได้รับทราบว่าสิทธิบัตรที่ยื่นขอมีส่วนประกอบจากทรัพยากรของตน และสามารถดำเนินการร้องเรียนได้หากสิทธิของตนถูกมองข้ามไป

รายงานยังผลักดันให้มีการปฏิรูปด้านอื่น ๆ อีกด้วย เพื่อที่จะทำให้การอ้างสิทธิของกลุ่มผลประโยชน์ทางการค้าเหนือสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในประเทศกำลังพัฒนา (อาทิเช่น ความรู้ในคุณค่าทางยาของพืชพื้นเมือง) ตามกฎหมายสิทธิบัตรนั้น การอ้างสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเหนือ “ศิลปะแต่กาลก่อน” (prior art) คือภูมิปัญญาที่เป็นสมบัติของสาธารณะอยู่แล้ว ไม่สามารถทำได้ แต่ในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ไม่ยอมรับรองภูมิปัญญาดังกล่าวหากมาจากภายนอกเขตแดนประเทศตน ด้วยเหตุนี้ รายงานจึงเสนอแนะให้ขยายนิยามของศิลปะแต่กาลก่อนออกไปอีก ทั้งยังเห็นชอบกับการจัดทำรายการภูมิปัญญาดั้งเดิมขึ้น โดยได้รับความยินยอมของเจ้าของภูมิปัญญานั้นอย่างที่ควร ฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งมีหน้าที่ประเมินน้ำหนักความถูกต้องของคำร้องขอจดสิทธิบัตร จะได้ตรวจสอบคำอ้างของ “สิ่งประดิษฐ์” กับรายการภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีอยู่ได้

“อินเดียได้ร่วมมือกับประเทศอื่นๆมาระยะหนึ่งแล้ว ในการจัดทำรายการภูมิปัญญาดั้งเดิมขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากมีประสบการณ์กับการแอบอ้างจดสิทธิบัตรขมิ้นและข้าวบาสมาติมาแล้ว” ราเมษ มาเชลการ์ กรรมาธิการฯ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสภาวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมอินเดีย และเลขาธิการกรมการวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมที่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย ให้ข้อมูล

ข้อตกลงทริปส์

คณะกรรมาธิการฯ เสนอแนะให้ประเทศกำลังพัฒนาใช้ประโยชน์จากความยืดหยุ่นที่มีอยู่ในข้อตกลงทริปส์ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ทั้งยังเสนออีกว่าควรจะอนุญาตให้ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดขยายเวลาในการปรับตัวรับข้อบังคับของทริปส์ไปจนถึงปี 2559 เป็นอย่างน้อย

“ทริปส์อนุญาตให้มีการบังคับใช้สิทธิและวิธีการอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมให้มียาสูตรสามัญที่ราคาถูกกว่าและมีการแข่งขันมากขึ้น เหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าสำหรับประเทศกำลังพัฒนา” ในความเห็นของบาร์ตัน “แต่ประเทศต่าง ๆ ก็ควรจะนำข้อบังคับทริปส์มาปฏิบัติโดยพิจารณาตามระดับการพัฒนาของตนเป็นหลัก ไม่ใช่กำหนดเวลาขึ้นมาลอย ๆ”

รายงานเสนอว่าประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นต้องวางรูปแบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของตนเพื่อให้เป็นตัวช่วยส่งเสริมการพัฒนาโดยรวม และพึงระลึกถึงผลกระทบด้านลบจากการให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามากเกิน ตัวอย่างเช่น ในประเทศพัฒนาแล้วบางแห่งพบว่า การจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการวิจัย อาจเป็นแรงจูงใจให้มีการทำวิจัยก็จริง แต่ก็สามารถยับยั้งการวิจัยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรด้วยเช่นกัน รายงานพิจารณาตัวอย่างการค้นหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสำหรับป้องกันโรคมาลาเรียซึ่งอาจจะยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นเพียงใด เนื่องจากวัสดุพันธุกรรมหลายตัวซึ่งจำเป็นต้องใช้ในงานวิจัยมีการจดสิทธิบัตรไว้ รายงานจึงแนะนำให้ประเทศกำลังพัฒนาจำกัดการออกสิทธิบัตรให้แก่ความก้าวหน้ารายย่อย ๆ เอาไว้ ไม่อย่างนั้น ก็จะทำให้เกิดภาระที่สับสนวกเวียนทางกฎหมายจากการอ้างสิทธิต่าง ๆ นานา

“แต่โดยรวมแล้ว สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเพียงปัจจัยตัวหนึ่งในหลายๆตัวในกระบวนการพัฒนาเท่านั้น” ในความเห็นของกิลล์ แซมวลส์ คณะกรรมาธิการฯ และผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายและกิจการวิทยาศาสตร์ (ภาคพื้นยุโรป) ของบริษัทพไฟเซอร์ จำกัด แห่งเมืองแซนด์วิช สหราชอาณาจักร “เราต้องยอมรับความสำคัญของปัญหาดังกล่าวก็จริง แต่ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่เกิน แม้จะไม่มีระบบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเลยก็ตาม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตลอดจนยารักษาโรคในประเทศกำลังพัฒนาทุกแห่งได้อยู่ดี”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศทั้งหลายจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ ช่วยกระตุ้นการพัฒนาเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนที่ยากจนกว่า ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณสาธารณะเพื่อการวิจัยด้านสาธารณสุขและการเกษตร บาร์ตันกล่าว “ระบบทรัพย์สินทางปัญญาไม่เหมาะที่จะใช้ส่งเสริมเรื่องดังกล่าว” รายงานนี้ยังพบว่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศก็ไม่มีประสิทธิผลเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งในการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการลงทุนจากต่างประเทศ แม้ว่านี่จะเป็นวัตถุประสงค์ประการหนึ่งของข้อตกลงทริปส์ก็ตาม

การจะบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ได้ ประเทศต่างๆจำเป็นต้องมีการผสมผสานระหว่างงบประมาณช่วยเหลือระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น การริเริ่มพิเศษเพื่อสนับสนุนการวิจัยในสาขาวิชาที่ไม่ทำกำไรในตลาด (เช่น บริษัทยาหลายแห่งยังรีๆรอๆที่จะพัฒนายาหรือวัคซีนรักษาโรคมาลาเรีย เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ที่จำเป็นต้องใช้ยาตัวนี้ไม่มีเงินพอจะซื้อได้) รวมทั้งการสนับสนุนให้มีการศึกษาและฝึกอบรมเพิ่มมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะกรรมาธิการฯ ค้นได้ที่ http://www.iprcommission.org

* คณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย

ศาสตราจารย์จอห์น บาร์ตัน (ประธาน)

ศาสตราจารย์วิชานิติศาสตร์แห่ง สถาบันจอร์จ อี. ออสบอร์น มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ

มร.แดเนียล อเล็กซานเดอร์

นักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ลอนดอน สหราชอาณาจักร

ศาสตราจารย์คาร์ลอส คอร์เรีย

ผู้อำนวยการ โครงการปริญญาโทสาขานโยบายและการจัดการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแห่งบูเอโนสไอเรส อาร์เจนตินา

ดร. ราเมษ มาเชลการ์ สมาชิกแห่งราชบัณฑิตยสถาน (FRS)

ผู้อำนวยการรสภาวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตตสาหกรรมอินเดีย และเลขาธิการกรมการวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมที่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย

ดร.กิลล์ แซมวลส์ สมาชิกเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสองแห่งราชอาณาจักรอังกฤษ (CBE)

ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายและกิจการวิทยาศาสตร์ (ภาคพื้นยุโรป) ของบริษัทพไฟเซอร์ จำกัดแห่งเมืองแซนด์วิช สหราชอาณาจักร

ดร.แซนดี้ โทมัส

ผู้อำนวยการแห่งสภานัฟฟิลด์ว่าด้วยชีวจริยศาสตร์ ลอนดอน สหราชอาณาจักร

__________________________________________________________