แถลงการณ์
เรื่อง คัดค้าน การออกพระราชกำหนดว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.๒๕๔๖ ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายและพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๖ โดยเพิ่มความผิดมูลฐาน เกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา โดยอ้างเหตุผลว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน มีภัยคุกคามจากการก่อการร้ายที่มุ่งทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ อันจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง และเพื่อให้เป็นการปฏิบัติตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ได้ขอความร่วมมือให้ทุกประเทศดำเนินการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายนั้น
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มีความเห็นว่าการออกพระราชกำหนดของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจและเป็นการใช้อำนาจอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ประการที่หนึ่ง รัฐบาลอ้างว่ามีการพิจารณาการออกพระราชกำหนดว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสองครั้ง คือ ในคราวการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๙ กรกฎาคม และวันที่ ๕ สิงหาคม แต่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม กลับ ให้เสนอกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย โดยให้ยกร่าง เป็นร่างพระราชบัญญัติ เพื่อรักษาไว้ซึ่งการเสนอร่างกฎหมายของไทย ที่ดำเนินการโดยกระบวนการนิติบัญญัติ อันจะทำให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ ดังนั้น การกระทำของคณะรัฐบาลในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการกระทำโดยขัดกับมติคณะรัฐมนตรีอันอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังเป็นการปกปิดข้อมูลข่าวสาร อันเป็นการตัดโอกาสการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อกฎหมายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกด้วย
ประการที่สอง รัฐบาลอ้างว่าที่ต้องใช้อำนาจออกพระราชกำหนดว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายเพราะเป็นเหตุความฉุกเฉินเร่งด่วน ทั้งๆ ที่ความผิดดังกล่าวไม่มีความแตกต่างจากประมวลกฎมหายอาญาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งในลักษณะความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นต้น จึงไม่เป็นเหตุอันอาจอ้างได้ว่ามีความฉุกเฉินเร่งด่วนเพราะสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายอาญาได้อยู่แล้ว ดังนั้น การใช้อำนาจออกพระราชกำหนดของรัฐบาล จึงเป็นเพียงการถือเอาอำนาจเป็นใหญ่เพื่อปฏิเสธอำนาจการออกกฎหมายของรัฐสภาและการตรวจสอบการเสนอกฎหมายของรัฐสภา เพราะการใช้อำนาจออกพระราชกำหนดทำให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เท่านั้น แต่ไม่สามารถตรวจสอบสาระของกฎหมายได้แต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงสามารถใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จอยู่แล้ว
ประการที่สาม รัฐบาลอ้างว่าต้องปฏิบัติตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ทั้งๆ ที่มติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการที่เหมาะสมในการปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงมาตรฐานสากลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่มาตรา ๑๓๕/๔ ของพระราชกำหนด ดังกล่าว ที่กำหนดว่า ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้ายนั้น ถือว่ามีความผิดฐานก่อการร้ายแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่มีการพิสูจน์ว่ามีการกระทำอันเป็นการก่อการร้ายหรือไม่ เป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนภายใต้กฎบัตรแห่งสหประชาชาติ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐
ดังนั้น สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) มีความเห็นว่า การใช้อำนาจออกพระราชกำหนดของรัฐบาลจึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ หรือผลประโยชน์สาธารณะ จึงขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาในฐานะตัวแทนปวงชนชาวไทย ได้พิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบกับการใช้อำนาจออกพระราชกำหนดของรัฐบาล หรือพิจารณาเข้าชื่อกันเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการใช้อำนาจของรัฐบาลในการออกพระราชกำหนด ว่าเป็นการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาและหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐
นายไพโรจน์ พลเพชร
เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน(สสส.)
๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๖