แถลงการณ์ต่อกรณีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาสินค้าจีเอ็มโอ

โดย
พันธมิตร 5 องค์กร

          สืบเนื่องจากการเปิดเผยของ นายสมศักด์ เทพสุทิน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าจะให้กรมวิชาการเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการพัฒนาสินค้าจีเอ็มโอ และถ้ามีอะไรที่จะขัดกับกฎหมาย กฎระเบียบ หรือมติครม.ใดๆ ก็ให้ไปแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ และมติครม.นั้นทันที และยังระบุว่าถ้าจะใช้งบประมาณก็มีงบกลางให้ใช้ได้นั้น

          องค์กรที่ได้ติดตามเรื่องจีเอ็มโอมาโดยตลอด
ตามรายนามข้างท้ายนั้นเห็นว่า นโยบายหรือความคิดเห็นที่รมว.กระทรวงเกษตรฯ ได้ออกมาเปิดเผยกับเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ และสาธารณชนในครั้งนี้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งเนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ และมีนโยบาย และมาตรการที่กำลังดำเนินการอยู่แล้วมากมาย ทั้งนี้รมว.ควรต้องศึกษาข้อมูล ความเป็นมาและตอบคำถามหลักๆ ให้ได้เสียก่อน ทั้งนี้องค์กรภาคประชาชน 5 องค์กรข้างท้าย ขอเสนอข้อมูลและข้อเเรียกร้อง 5 ประการ ก่อนที่รมว.จะดำเนินนโยบายใดๆเกี่ยวกับจีเอ็มโอดังนี้
          1. ประเทศไทยมีแนวนโยบายในเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ
ซึ่งหมายรวมถึงจีเอ็มโอ คือ ต้องมีนโยบาย มาตรการ และการออกกฎหมายเพื่อมากำกับดูแลความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการเพื่อให้ออกกฎหมาย พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ ซึ่งในขณะนี้เวลาผ่านมาเนินนานก็ยังไม่แล้วเสร็จ รัฐบาลควรดำเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นไปก่อน ก่อนจะคำนึงถึงเรื่องการค้า เพราะในที่สุดก็จะเกิดปัญหาตลาด ในการค้าทั้งในประเทศและการส่งออก
          2. บทเรียนและงานวิจัย
ยืนยันชัดเจนว่าการควบคุมการปนเปื้อนภาคสนามในพื้นที่เปิดไม่สามารถกระทำไปได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องวิตกจริต แต่เป็นงานวิจัยที่มีการยืนยันมาแล้วและเป็นที่ยอมรับและรับรู้กันจากบทเรียน เช่น มะละกอฮาวาย ซึ่งแค่ในขั้นทดลองในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ก็มีการปนเปื้อน และหลุดลอด หรือกรณีฝ้ายบีที ที่มาทดลองในศูนย์ทดลองในไทย แต่เป็นพื้นที่เปิด ก็มีการเล็ดลอดของเมล็ดพันธ์ การปนเปื้อนที่ไม่สามารถควบคุมได้นี้ยัง ไม่ได้จาก ลม แมลง ที่ช่วยผสมเกษร และเมล็ดพันธ์ที่หลุดลอดไปอย่างตั้งใจ
          3. นโยบายที่ขัดกันเองของรัฐบาล
เนื่องจากในปี 2547 เป็นปีที่จะรณรงค์เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารอย่างเต็มรูปแบบ มีงบประมาณหลายพันล้านบาทรองรับ และกระทรวงหลายกระทรวงเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ที่มีมาตรการส่งเสริมอย่างจริงจัง ฉะนั้นการพูดถึงนโยบายการผลิตสินค้าจีเอ็มโอ ที่มีข้อถกเถียงเรื่องความปลอดภัยมาโดยตลอด และถกเถียงกันในระดับโลก ระดับสากล จึงถือว่าเป็นความขัดแย้งกันเองของนโยบายรับบาล
          4. กรณีการคุ้มครองผู้บริโภคไทยนั้น
รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นแต่การค้า แต่ไม่ให้ความสำคัญในการคุ้มครองผู้บริโภคเลย ในเรื่องจีเเอ็มโอ รัฐบาลต้องออกนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนออกมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้านจีเอ็มโอ เสียก่อน เนื่องจากในขณะนี้ประเทศไทยมีนโยบายที่คุ้มครองผู้บริโภคด้านจีเอ็มโอ ที่น้อยมากและยังอ่อนแอจนไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้ เช่น กรณีอาหารจีเอ็มโอ ที่มีการตรวจพบวางขายอยู่หลายผลิตภัณฑ์ แต่กลับมีฉลากจีเอ็มโออยู่เพียงสินค้าชนิดเดียว และใช้ข้อความที่ผู้บริโภคไม่สามารถสังเกตุเห็นได้ง่าย หากรัฐบาลส่งเสริมการผลิตและขายสินค้าจีเอ็มโอ ผู้บริโภคไทยจะเป็นกลุ่มที่ต้องถูกยัดเยียดสินค้าจีเอ็มโอโดยไม่มีทางเลือก เพราะไม่รู้ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค
          5. ในส่วนของการค้าเอง
หากรัฐบาลจะส่งเสริมสินค้าจีเอ็มโอ ก็จะเป็นที่คาดเดาได้ว่าผู้ได้ประโยชน์จากสินค้าจีเอมโอคือ บรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรผูดขาดเทคโนโลยี และเมล็ดพันธ์จีเอ็มโอ และอาจจะมีบริษัทสัญชาติไทยขนาดใหญ่อีกไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ประเทศไทย เกษตรกร ผู้บริโภค และประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด

1 ธันวาคม 2546

สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค(สอบ.)
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมปัญญาไทย
ชมรมศิษย์เก่าบูรณะชนบทและเพื่อน

กรีนพีซเอเซียตะวันออกเฉียงใต้


สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.biothai.net/cgi-bin/content/gmo/show.pl?0016

หัวข้อเกี่ยวกับจีเอ็มโอทั้งหมดที่
http://www.biothai.net/cgi-bin/content/gmo/list.pl

-------------------------------------------------------------------------
องค์กรความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาไทย
BIOTHAI (Biodiversity and Community Right Action Thailand)
http://www.biothai.net