คำประกาศสมัชชาคนจน
ถึงพี่น้องประชาชนและรัฐบาลอำนาจเบ็ดเสร็จ
พวกเรามาในครั้งนี้ เพื่อมาบอกกล่าวเรื่องราวความทุกข์ยาก และความคิดเห็นของพวกเราต่อพี่น้องประชาชนและรัฐบาลใหม่
พวกเรา คือพี่น้องร่วมแผ่นดินที่มีหลากหลายชาติพันธุ์ อบอวลด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่าง และศาสนาที่ตนศรัทธา พวกเราล้วนถูกทำให้ ยากจน จาก การพัฒนา ที่ไม่มีความยุติธรรม การพัฒนาประเทศที่คนเพียงส่วนน้อยนิดได้ประโยชน์บนความทุกข์ยากแสนสาหัสของคนส่วนใหญ่ การพัฒนาประเทศที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าการพึ่งพาอย่างเคารพ การพัฒนาที่เน้นการเติบโตของตัวเลขทางเศรษฐกิจมากกว่าการคำนึงถึงความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม
วันที่ ๙ มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้แถลงนโยบายว่าจะแก้ไขปัญหาความยากจน เคารพสิทธิมนุษยชน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม คืนอำนาจให้ท้องถิ่น เคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ฟังประชามติของประชาชน มีกระบวนการประชาพิจารณ์ และนำพาประเทศหลุดพ้นจากความล้าหลัง
นับว่าเป็นหลักการที่ดีของระบอบประชาธิปไตย
แต่พวกเราก็เริ่มเคยชินแล้วว่า นโยบายที่ดีที่เหมาะสมของรัฐบาลมักกลายเป็นเพียงคำกล่าวที่เป็นเพียงนามธรรมอันหอมหวาน หาได้เป็นการปฏิบัติสร้างรูปธรรมได้จริงแต่ประการใด
รัฐบาลเคยบอกว่าจะคืนอำนาจให้ท้องถิ่น แต่ ๔ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลหาได้จริงจังจริงใจในการผลักดันให้มีพระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการป่าอย่างยั่งยืน ไม่มีการดำเนินการเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า เพื่อให้มีการกระจายการถือครองที่ดิน ไม่ได้มีการส่งเสริมการจัดการน้ำขนาดเล็กโดยชุมชน และหยุดการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ทำลายชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่คุ้มค่าต่อการสูญเสีย ไม่มีการแก้ไขกฎหมายป่าไม้ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่เคยแก้ไขกฎหมายคุ้มครองดูแลทรัพยากรชายฝั่งทะเล ไม่เคยดูแลรับผิดชอบอย่างจริงจังต่อครอบครัวและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายและโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของรัฐ
ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศถูกตัดสิทธิและโอกาสในการเข้าถึงที่ดิน แหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อการพึ่งตนเอง ขาดอิสรภาพในการเลือกวิถีการดำรงชีวิตทั้งที่อยู่ในเมืองและชนบท ตลอดทั้งรัฐยังใช้วิธีการรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดภาคใต้ โดยปราศจากการคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และความสงบสุขที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรมของสังคม ภายใต้การเคารพถึงประวัติศาสตร์ ความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรม
รัฐบาลไม่เคารพสิทธิชุมชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐
รัฐบาลกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพียงเพื่อให้คนงานมีชีวิตอยู่รอดไปวัน ๆ เมินเฉยในการผลักดันหรือแก้ไขกฎหมายให้ส่งเสริมสิทธิของผู้ใช้แรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน รัฐบาลยืนยันการขายรัฐวิสาหกิจ และแปรรูปมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งการแสวงหากำไร
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้น โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ให้อำนาจกับรัฐส่วนกลางอย่างล้นเหลือ ลิดรอนสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เปิดโอกาสให้นายทุนต่างชาติสามารถครอบครองที่ดินจำนวนมหาศาลได้ ทำลายสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น ห้ามจัดตั้งสหภาพแรงงาน การทำกิจการใด ๆ ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษนั้นไม่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมแต่อย่างใด โดยผู้ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ย่อมเป็นเพียงกลุ่มทุน เจ้าของกิจการบริษัท ผู้หนุนหลังพรรคการเมืองที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ
สมัชชาคนจนตระหนักดีว่า แม้พรรคไทยรักไทยจะได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างท้วมท้น จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ แต่เสียงสวรรค์ของประชาชนไม่ได้อนุญาตให้รัฐบาลใช้อำนาจทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้บัญญัติรับรองให้ประชาชนมีสิทธิในการตรวจสอบและมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงมิใช่เพียงการหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้งเท่านั้น การตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลโดยกระบวนการของภาคประชาชนจึงเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
การเดินทางไกลจากทั่วทุกสารทิศในครั้งนี้ ก็เพื่อบอกว่า ปัญหาเก่า ๆ ของพวกเรายังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่เว้นแต่ปัญหาของแม่ใหญ่ไฮ ขันจันทา หญิงเหล็กจากอุบลราชธานี ผู้ที่ประชาชนและรัฐบาลยกย่องเชิดชู
ขณะที่นโยบายใหม่ ๆ ของรัฐบาล กำลังดาหน้าเข้ามาทำลายวิถีชีวิตและชุมชนของพวกเรา พวกเราจึงต้องมาประกาศให้พี่น้องประชาชน ผู้อยู่บนผืนแผ่นเดียวกันได้รับรู้ว่า พวกเราจะดำเนินการต่อสู้ เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม มีความยั่งยืน และสันติสุขต่อไป
พวกเราขอยืนหยัดเจตนารมณ์ที่ว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตของตนเอง
สมัชชาคนจน
๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ณ หน้ารัฐสภา